LPLee_AirCoverWeb.jpg
หนังสือธรรม เรื่องของลม

 

LPLee_Air001web.jpgพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

ธรรมบรรณาการในงานบำเพ็ญกุศล
ครบรอบวันมรณภาพปีที่ ๔๐
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

วันที่  ๒๔ - ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๔

วัดอโศการาม ถนนสุขุมวิท (กม.๓๑) อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรปราการ  ๑๐๒๘๐
โทร.๓๘๙-๒๒๙๙ , ๗๐๓-๘๔๐๕


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

๗ สิงหาคม ๒๕๐๑  ณ วัดอโศการาม
* บันทึกโดยแม่ชีอรุณ  อภิวณฺณา


ในการนั่งภาวนาให้ทำลมให้แคบที่สุด อย่าให้จิตไปยู่นอกตัว ถ้าเราเอาจิตไปอยู่กับคนอื่นสิ่งอื่น เราก็จะต้องได้รู้แต่เรื่องของคนอื่นสิ่งอื่น  ส่วนเรื่องของตังเองก็เลยไม่ได้รู้ได้เห็นอะไรเลย

เราอยู่ใกล้กับสิ่งใดจะต้องสนใจกับสิ่งนั้น เราอยู่ใกล้คนใด ก็จะต้องสนใจกับคนนั้นให้มากที่สุด คนใดนั่งใกล้เรา ต้องสนทนาปราศรัยกับเขา  อย่านั่งเป็นใบ้ ทำความคุ้นเคยสนิทสนมกับเขาไว้ ถ้าเราไม่พูดคุยทำไมตรีกับเขาไว้บ้าง  เขาก็จะต้องไม่ชอบเรา และกลายเป็นศัตรูของเราไป นี้ฉันใด เรื่องร่างกายของเรานี้ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม  ธาตุเหล่านี้ ก็ย่อมเปรียบเหมือนกับญาติหรือมิตรสหายของเรา เพราะเรานั่งนอนยืนเดินไปทางไหน เขาก็ติดตามเราไปทุกแห่ง ฉะนั้นเราต้องสนใจทำความรู้จักคุ้นเคยกับเขาไว้มากกว่า คนอื่น เมื่อสนิทสนมกันแล้ว นานๆ ไปเขาก็จะรักเราและช่วยเหลือเราได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเรามีมิตรที่ดีและซื่อตรงเช่นนี้ เราก็ย่อมจะปลอดภัยและมีความสุข

ถ้าเรารู้เรื่องธรรมดาของโลก และรู้จักความเป็นจริงของธรรมแล้ว เราก็จะไม่ต้องมีความยุ่งยากในการเป็นอยู่ เรื่องภายนอกนั้น ถึงเราจะศึกษา ให้มีความรู้สักเท่าไร ๆ ก็ไม่ทำให้เราพ้นจากทุกข์ได้ สู้การเรียนจิตใจของตนอยู่ภายในวงแคบๆนี้ ไม่ได้


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )


๙   สิงหาคม ๒๕๐๑  ณ วัดอโศการาม
* บันทึกโดยแม่ชีอรุณ วภิวณฺณา
 

ในคน ๆ หนึ่งมีทั้งวิชาและอวิชชา      เหมือนนายแพทย์ที่เรียนรู้โรคต่างๆ โรคใดที่ได้ศึกษามาแล้ว ก็รู้ได้ในโรคนั้น  แต่ส่วนโรคใดที่ไม่ได้เรียน  ก็หามีความรู้ในโรคนั้น ๆ  ไม่   คนเราก็มีทั้งมืด ทั้งสว่าง ความมืดคือ "อวิชชา" ความสว่างก็คือ "วิชชา" สิ่งใดที่เป็นความรู้แล้วสิ่งนั้นก็เป็น วิชชา ฯ

เรื่องของโลก มีความเป็นไปด้วยความหมุนเวียนเหมือนวงจักร   ฉะนั้น  คนเราซึ่งอาศัยอยู่ในโลกจึงมีทั้งสุขและทุกข์ เป็นไป ตามอาการของโลก คือ  "สังสารจักร" คราวใดที่คนเราหมุนไปถูกวงทุกข์ ก็รู้สีกว่าโลกนี้ช่างแคบเสียเหลือเกิน ถ้าคราวใดหมุนไปถูกวงสุข ก็รู้สึกว่าโลกนี้กว้างขวางสดชื่นเป็นที่น่าอยู่อย่างยิ่ง
 
ที่เป็นดังนี้ ก็เพราะตัวเราไปหมุนตามโลกจึงยังไม่รู้จักโลก ที่แท้จริง ถ้าเราหยุดหมุนเมื่อไร เราก็จะรู้จักธรรมดาของ  "โลก" และรู้จักความเป็นจริงของ "ธรรม"


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

ให้พยายามใช้สติกำหนด  ตามลมหายใจเข้าออกไม่ให้เผลอ ไม่ให้ลืม พยายามปลดปล่อย สัญญาอารมณ์ ทั้งหมดทั้งอดีต  อนาคต  แล้วภาวนาในใจว่า  "พุทโธ ๆ" ให้ "พุท"   ตามเข้าไปกับลมหายใจเข้าทุกครั้ง และ "โธ"   ก็ตามออกมาพร้อมกับลมหายใจออกทุกครั้งไป จนกว่าใจจะหยุดนิ่งจึงค่อยทิ้งคำภาวนา
 
ต่อจากนี้จงสังเกตดูลมหายใจเข้าออก ว่าช้า-เร็ว , ยาว-สั้น หนัก เบา, กว้าง-แคบ, หยาบ-ละเอียดอย่างไร ถ้าอย่างใดดีเป็นที่สบาย ก็จงรักษาลมนั้น ๆ ไว้ให้คงที่ ถ้าอย่างใดไม่ดีไม่สะดวก ไม่สบาย ก็จงปรับปรุงแก้ไข และตกแต่งให้พอดี ใช้ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นหลักพิจารณา (ตอนที่ขยับขยายเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ต้องใช้คำภาวนา ทิ้งคำว่า  "พุทโธ"   เสียได้)


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

การทำสมาธิ ต้องประกอบด้วย  อิทธิบาท ๔   ดังนี้

๑. ฉันทะ      พอใจรักใคร่ในลมหายใจของเรา ตามดูว่าเวลาที่เราหายใจเข้า     เราหายใจเอาอะไรเข้าไปบ้าง ถ้าหายใจเข้าไปไม่ออก   ก็ต้องตาย  หายใจออกไม่กลับเข้าก็ตาย ,  มองดูอยู่อย่างนี้ ไม่เอาใจไปดูอย่างอื่น

๒. วิริยะ      เป็นผู้ขยันหมั่นเพียรในกิจการหายใจของเรา  ต้องทำความตั้งใจว่าเราจะเป็นผู้หายใจเข้า เราจะเป็นผู้หายใจออก  เราจะให้มันหายใจยาว  เราจะให้มันหายใจสั้น  เราจะให้หนัก  เราจะให้เบา   เราจะให้เย็น เราจะให้ร้อน ฯลฯ   เราจะต้องเป็นเจ้าของลมหายใจ

๓. จิตตะ      เอาจิตเพ่งจดจ่ออยู่กับลมหายใจ  ดูลมภายนอกที่ มันเข้าไปเชื่อมต่อประสานกับลมภายใน ลมเบื้องสูง ท่ามกลาง เบื้องต่ำ   ลมในทรวงอกมีปอด หัวใจ ซี่โครง  กระดูกสันหลัง ลมในช่องท้อง มีกระเพาะอาหาร ตับไต ไส้ พุง ลมที่ออกตามปลายมือ ปลายเท้า ตลอดจนทุกขุมขน

๔. วิมังสา     ใคร่ครวญ  สำรวจ  ตรวจดูว่าลมที่เข้าไปเลี้ยงร่างกาย เรานั่น เต็มหรือพร่อง สะดวกหรือไม่สะดวก มีส่วนขัดข้องที่ควร จะปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง ดูลักษณะ อาการ   ความหวั่นไหวของลมภายนอกที่เข้าไปกระทบกับลมภายในว่ามันกระเทือนทั่วถึงกันหรือไม่   ลมที่เข้าไปเลี้ยงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟนั้น มีลักษณะเกิดขึ้น ทรงอยู่และเสื่อมสลายไปอย่างไร

ทั้งหมดนี้ ขัดเข้าใน   รูปกัมมัฏฐาน    และเป็นตัว   มหาสติปัฏฐาน     ด้วย จิตที่ประกอบด้วยอิทธิบาท ๔ พร้อมบริบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ ก็จะเกิดความสำเร็จรูปในทางจิตให้ผลถึงโลกุตตระ   เป็นโสดา   สกิทา   คา อนาคา และอรหันต์    สำเร็จรูปทางกายให้ผลในการระงับเวทนา

...

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

ในการกำหนดลมหายใจนี้ เราจะต้องใช้ความสังเกตพิจารณา เป็นข้อใหญ่ และรู้จักการตบแต่ง ขยับขยายลมหายใจให้เป็นไปโดยความพอเหมาะพอดีจึงจะได้ผลเป็นที่สบายกาย สบายจิต คือ สังเกตการเดินลมหายใจตั้งแต่ปลายจมูก จนถึงที่สุดของลมหายใจ นับแต่จากคอหอยผ่านไปทางหลอดลม หัวใจ ปอด  ลงไปจนถึงช่องท้อง มีกระเพาะอาหาร และลำไส้ เบื้องบน ตั้งแต่ศรีษะเลื่อนลงมาถึงบ่า ทั้งสอง  ช่องซี่โครง กระดูกสันหลัง จนถึงก้นกบ ลมที่ออกตามปลายมือ ปลายเท้า ตลอดทั่วสรีระร่างกายทุกขุมขน

ให้สมมุติตัวเรานี้เหมือนกับเทียนหรือตะเกียงเจ้าพายุ  ลมเหมือนกับไส้ตะเกียง   สติเป็นตัวเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดแสง  ร่างกายของเราตั้งแต่โครงกระดูกจดผิวหนัง   เหมือนกับเนื้อของเทียนที่หุ้มไส้เทียนอยู่   เราจะต้องพยายามทำให้ดวงจิตของเราเกิดแสงสว่าง เหมือนกับดวงเทียนจึงจะนับว่าเป็นผลดี.......


พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

การกำหนดรู้  ลม เป็น  "วัตถุสมบัติ"  ติดอยู่กับลมตามเข้าออก ไม่เผลอเป็น "เจตนาสมบัติ" ความไม่สกดลม กลั้นลมไว้ ปล่อยไปตามสบายให้ใจเป็นอิสระ หายใจโปร่งใส เบิกบาน เป็น "คุณ สมบัติ" กิริยาที่นั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรงตาหลับเป็น  "กิริยา"  ทั้งหมดนี้เรียกว่า   "ปุญญกิริยาวัตถ"

๑. เจตนาสมบัติ   หมายถึง ความตั้งใจ คือเราตั้งใจว่า เราจะพยายามปลดปล่อยสัญญา   อารมณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องของโลกทั้งหมด ไม่เก็บมานึกคิดเลย  สัญญาใด ๆ  ที่เป็นอดีตก็ดี  เป็นเรื่องของโลกไม่ใช่เรื่องของธรรม สิ่งที่เราตั้งใจจะทำในเวลานี้ขณะนี้    คือ กิจของพระศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น คือ  ปัจจุบันธรรม นี่เป็นตัว "เจตนาสมบัติ"

๒. วัตถุสมบัติ    หมายถึงสถานที่ตั้งของดวงจิต  ในที่นี้หมายถึง   "ธาตุววัฏฐาน"       หรืออธิบายตามพยัญชนะได้แก่   "กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน"    คือ  ธาตุ ๔  ซึ่งประกอบขึ้นแห่งร่างกายของเรา ได้แก่ ธาตุ ดิน น้ำ  ไ ฟ  ลม  ธาตุดินก็เป็นกระดูกที่แค่นแข็ง ธาตุน้ำก็เป็น น้ำมูตร น้ำลาย  น้ำเลือด น้ำหนอง ธาตุไฟ ก็คือ ความร้อน ความอบอุ่นในร่างกาย ธาตุลมก็คือ ส่วนที่พัดไปมา   ทั้งหมดนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดกว่า ส่วนใดอื่นคือธาตุลม เพราะร่างกายนี้ถึงแม้ว่าตาจะบอด หูจะหนวก แขนขาจะหักก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าขาดธาตุลมอย่างเดียว  ร่างกายจะตั้งอยู่ไม่ได้   ต้องตาย ฉะนั้น ลมหายใจจึงเป็นตัววัตถุสำคัญเพราะเป็นสถานที่ตั้งของดวงจิต

๓. คุณสมบัติ   หมายถึง ความสบายหรือไม่สบายที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย  ในการบริหารลมหายใจเข้าออกให้เดินไปตามส่วนต่าง ๆ  ของร่างกายนี้ได้เกิดผลอันใดขึ้นบ้าง   ต้องสังเกตดูร่างกายและจิตใจของเรา    ได้รับผลดีหรือไม่ดี   ร่างกายเบาสบาย โปร่งโล่งหรืออึดอัด คับแคบ ใจสงบ  สบาย   เย็น  หรือหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ถ้ากายสบาย  จิตสบาย  ก็เป็นผลดี  ถ้าตรงกันข้าม ก็เป็นผลร้าย ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักการปรับปรุงลมหายใจ และแก้ไขตกแต่งให้เป็นที่สบายคุณสมบัติของจิตก็คือ   สติ  กับ   สัมปชัญญะ

ให้พยายามรักษาหลักสั้น ๆ  ทั้ง ๓  ประการ นี้ไว้ในการเจริญสมาธิทุกครั้งไป   จึงจะมีผลเป็นไปโดยถูกต้องสมบูรณ์ ส่วนอานิสงส์ในการนั่งสมาธินั้นมีมากมาย ก็จักเกิดขึ้นตามกำลังของดวงจิต แห่งผู้บำเพ็ญภาวนานี้

...

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

  • หน้าที่ของเราในการทำสมาธิมีอยู่   ๔ อย่าง      คือ  ๑.  รู้ลมเข้าออก    ๒. รู้จักปรับปรุงลมหายใจ ๓.  รู้จักเลือกว่าลมอย่างไหนสบาย ไม่สบาย    ๔.   ใช้ลมที่สบายสังหารเวทนาที่เกิดขึ้น
  • รู้กายในกาย นี้เป็น  กายคตาสติ   คือ รู้ลมในร่างกายของเราตั้งแต่เบื้องสูงจดเบื้องต่ำ    เบื้องต่ำขึ้นไปหาเบื้องสูง    กระจายลมให้เต็มทั่วร่างกายเหมือนกับน้ำที่เต็มอ่าง   ก็จะได้รับความเย็นตลอดทั่วร่างกาย
  • สติ    เป็นชีวิตของใจ       ลม   เป็นชีวิตของกาย


Categories

Pages

Powered by Movable Type 4.1