พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี)
อาตมาไปแสดงธรรมกับโยมอายุ ๙๘
ตรงบ้านไม้สวนไปทางวัดใหญ่
ก็รู้สึกยินดีปรีดา ปลื้มใจ
ได้ไปเทศน์ให้คนแก่อายุ ๙๘ ฟัง
ก็พยายามตั้งใจแนะนำ
เมื่อพระเดินเข้าไป แกยกมือไหว้
แกนอนอยู่นะ เราก็รู้ได้ทันทีว่า
ตาแกต้องยังดีอยู่ เห็นพระเดินเข้ามา
แล้วแกยกมือไหว้ได้ แสดงว่าตาต้องดี
โดยที่ยังไม่มีใครบอกว่าพระมา
ยกมือไหว้เลย แล้วก็พยุงให้ลุกขึ้นนั่งได้
นั่งฟังธรรมได้ อาตมาก็ให้รับศีล
ให้รับไตรสรณคมน์ รับศีล ก็ว่าได้
กล่าวคำไหว้พระได้
กล่าวคำขอไตรสรณคมน์
รับศีล ฟังธรรรม
อาตมาก็พูดอยู่สักประมาณ
อาจจะถึง ๑ ชั่วโมง
ท้ายๆ นี่คงจะชักนั่งไม่ไหวแล้ว
ลูกหลานก็เลยต้องให้นอน ให้นอนฟัง
แต่ก็ยังพมมือฟัง คือดีใจปลื้มใจด้วย
ว่าคนแก่อายุขนาดนี้ หูตายังทำงานได้
แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งใจยังดี ใจอยู่ในบุญกุศล
อาตมาก็พูดเรื่องนี้ให้ฟัง
พูดให้ฟังถึงอานิสงส์
พูดให้ฟังเรื่องไตรสรณคมน์ที่ได้รับไปนี้
ว่ารับไตรสรณคมณ์เป็นบุญอย่างไร
ให้รักษาศีล ๕ ไว้ ให้เจริญภาวนาไว้
ให้พิจารณาสังขาร
ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ก็พูดให้คนแก่ฟัง
ให้เตรียมตัวเตรียมใจ
ไม่ต้องหวั่นไหวต่อมรณภัย
ที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
ให้พิจารณาให้ยอมรับ
ตอนท้ายก็ได้ถวายสังฆทาน
อาตมาก็ลุกไปรับใกล้ๆ
ให้ประเคนของ
คืออายุมากๆ ทำบุญได้
เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าอายุมาก
แล้วก็หลง ใจเลอะเลือน ไม่รับรู้
ถึงมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว
อย่างนั้นคือทำบุญอะไรไม่ได้
หมดโอกาสสะสมบุญ
ผู้ไม่ประมาทก็จะเป็นผู้ที่ไม่ตาย
ผู้ประมาทถึงมีชีวิตอยู่
ก็เหมือนกับผู้ตายแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสไว้
ผู้ประมาทถึงมีชีวิตอยู่
ก็เหมือนกับตายแล้ว
หมายความว่าอย่างไร
ผู้ประมาทมีชีวิตอยู่
ก็เหมือนกับตายแล้ว
ปมาโท มจฺจุโน ปทัง
-ผู้ประมาทมีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว
คือมันค่าเท่ากัน
ปกติเวลาคนตาย
ก็ทำอะไรไม่ได้ใช่ไหม
คนตายไปแล้วจะทำบุญไม่ได้
จะไหว้พระ จะสวดมนต์
จะทำทาน รักษาศีล ทำไม่ได้หรอก
มันตายแล้ว
แต่คนเป็นที่ประมาทนี่
คือจิตไม่คิดจะทำความดีอะไร
ทานก็ไม่เอา ศีลก็ไม่รักษา
ภาวนาก็ไม่เจริญ
ก็มีค่าเท่ากันกับคนตาย
จะมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ได้ทำอะไร
ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเลย
เปรียบเหมือนคนตายแล้ว ค่าเท่ากัน
พระพุทธเจ้าทรงตรัส
คนประมาทนั้นมีชีวิตอยู่
ก็เหมือนคนตายแล้ว
แต่ผู้ไม่ประมาท
ย่อมเข้าถึงความไม่ตาย
ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย
…
“บุญกุศลดุจญาติคอยต้อนรับ”
เขมรังสี ภิกขุ