#ท่านพ่อลี ในความทรงจำของ #พระราชมงคลวชิรานันท์
(หลวงปู่สนั่น จิณฺณธมฺโม)
ประธานสงฆ์วัดป่าคลองกุ้ง จันทบุรี
ออกพรรษาปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านพ่อลีออกจากวัดป่าคลองกุ้ง ธุดงค์ไปยังเขาฉกรรจ์ และมีศิษย์ติดตาม คือ #หลวงปู่สนั่น จิณฺณธมฺโม
ท่านยืนยันว่า #ท่านพ่อลีได้บรรลุธรรมขั้นสูงที่นี่ หลวงปู่สนั่นเล่าว่า
...ยามว่างหลังออกพรรษาทุก ๆ ปี ท่านพ่อลี ปรารถนาแสวงหาที่วิเวกภาวนาเสมอ ท่านเป็นผู้ไม่หยุดนิ่งในเรื่องความพากเพียรทางด้านจิตใจ ใคร่ได้ถึงวิมุตติธรรม มีความเพียรแก่กล้า หาผู้เทียบได้ยาก
ท่านเป็นผู้มีพลังจิตสูงส่ง แม้แต่โจรที่ว่าร้าย ๆ เจอท่านก็ยังหมอบราบเหมือนแมว หรือกระรอกกระแตตัวน้อย ๆ
อันว่าเขาฉกรรจ์ อยู่ห่างไกลจากกิ่งอำเภอสระแก้วประมาณ ๑๕ กิโลเมตร ถ้ำเขาฉกรรจ์นี้ อุดมไปด้วยสัตว์ดุร้ายนานาชนิด อาทิ เสือ หมี ช้าง ฯลฯ ซึ่งอาศัยอยู่รอบ ๆ เชิงเขา เวลากลางคืนดึกสงัด ขณะนั่งสมาธิได้ยินเสียงช้างร้อง เดินเอางวงหักกิ่งไม้อยู่รอบ ๆ เชิงเขา หมู่บ้านที่พระได้อาศัยบิณฑบาตตั้งอยู่ห่างจากเขานี้ประมาณ ๑ กิโลเมตร
ภายในถ้ำนี้ เป็นสถานที่เงียบสงัดวิเวก ไม่มีคนรบกวน ผนังถ้ำเป็นเสมือนหลังคาที่กันแดดฝนได้เป็นอย่างดี หน้าถ้ำปลอดโปร่ง แต่ส่วนยอดของถ้ำสูงมาก มีปล่องทะลุออกไปสุดสายตา ผนังถ้ำเต็มไปด้วยรวงผึ้งหลายสิบรัง ภายนอกถ้ำทั่วอาณาบริเวณ มีฝูงลิงใหญ่ มากระโดดโลดเต้นและเฝ้ามองอยู่โดยรอบ ในที่ไม่ไกลมากนัก มีลำธารน้ำใสสะอาด จนมองเห็นกรวดทรายเบื้องล่าง และเย็นจนหนาวสะท้านเมื่อได้ลงสรงใช้ภาชนะคือกระบอกไม้ไผ่ที่มีปล้องยาว ๆ พอบรรจุน้ำ โดยใช้เถาวัลย์เป็นสายสะพาย ทางเดินไปบิณฑบาตค่อนข้างไกล ทุรกันดาร
หลวงปู่สนั่น เล่าเรื่องท่านพ่อลีต่อ ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างยิ่งว่า
... พูดก็พูดเถอะ สาธุ! ท่านพ่อลี ท่านทำอะไร ทำจริง เด็ดขาด ท่านพ่อเปรียบเรื่อง “ไก่บ้านกับไก่ป่า” ให้ฟังว่า ไก่บ้านขันคอยาว ไก่ป่าขันอิ๊กเดียวแล้วก็บินไป อาศัยความเด็ดขาด ว่องไว เฉียบแหลม
ท่านพ่อสอนว่า “ให้สร้างตัวเองก่อนเถอะ แล้วค่อยสร้างวัดวา”
...เขาฉกรรจ์เสือมีมาก แต่โจรผู้ร้ายยังมากกว่าเสือ มีโจรรู้ว่าลูกคนรวยมาบวช มีเงินมานั่งสมาธิ มันจะมาปล้น ท่านพ่อใช้พลังจิต มันชักปืนออกมา ปืนสู้พลังจิตของท่านไม่ได้ มันจึงยอมกราบ ท่านให้ศีล ๕ แต่พอมันลงจากเขาไป ก็ไปขโมยหมูชาวบ้านไปด้วย
...มีอดีตกำนัน เป็นคนมีเงินในถิ่นนั้น โจรผู้ร้ายจ้องจะปล้น กำนันรู้ตัวหนีขึ้นไปขออาศัยนอนที่เขาฉกรรจ์ พอเห็นท่านพ่อลีก็ร้องไห้โฮเสียงดัง บอกว่า “หลวงพ่ออย่าหนีไปไหนนะ ถ้าหลวงพ่อไป ฉันจะนอนกับใคร นอนบ้านโจรจะมาปล้น ที่บ้านกินข้าวเย็นเสร็จ คนในบ้านต่างคนต่างออกไปหาที่นอนตามทุ่งตามป่า เช้าค่อยกลับมาใหม่”
... ที่เขาฉกรรจ์นี้ มีทางปีนป่ายขึ้นสูงไปหาถ้ำ ภายในถ้ำมี ๓ ชั้น วันนั้นท่านพ่อลี ให้ทำบันไดชั่วคราว ๑๑ ขั้น ปีนขึ้นไปอยู่บนชั้นที่สูงที่สุด คือชั้นที่ ๓ แล้วท่านก็ผลักบันไดลงมา แล้วประกาศให้ได้ยินทั่วกันว่า
“จะปฏิบัติย่างกิเลส ๑๕ วัน งดหมดเรื่องอาหารการกิน ภายใน ๑๕ วัน จะขอฉันน้ำเพียงกาเดียวเท่านั้น ถ้าไม่ได้ (เห็นธรรมขั้นสูง) จะไม่ลง ยอมตายถวายชีวิตแด่พระศาสนา”
...พวกพระที่ติดตามท่านก็ปฏิบัติอยู่ที่ถ้ำเบื้องล่าง รอคอยท่าน ท่านก็อยู่เงียบของท่านเหมือนคนที่ตายแล้ว ภายใน ๑๕ วัน ไม่เห็นแม้แต่เงา ไม่รู้ท่านอยู่ได้อย่างไร ท่านคงอยู่ด้วยการเสวยฌานสมาบัติ
พอครบ ๑๕ วัน ก็เอาบันไดไปคอยรับท่าน ท่านก็ลงมา พูดแทบไม่มีเสียง เสียงแหบ ๆ เบา ๆ ท่านบอกว่า “สมความประสงค์” ที่สมความประสงค์ของท่าน คงหมายถึงธรรมขั้นสูง ท่านสู้ของท่าน ความเพียรพยายามในทางศาสนาของท่าน หาผู้เสมอเหมือนได้ยาก ท่านสู้สุดตัวไม่มีถอย หาไม่มีแล้วในสมัยปัจจุบันที่ใครจะหาญกล้าทำอย่างท่านได้
หลังจากลงจากเขาฉกรรจ์แล้ว ท่านมักจะพูดเรื่องพระนิพพาน อันเป็นบรมธรรม คือธรรมขั้นสูงสุดอยู่บ่อยๆ เช่นว่า
“...ที่ว่านิพพาน ๆ นั้นมิใช่อื่น ก็คือจิตใจธรรมดาของเรานี้เอง แต่พ้นไปจากอาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือถึงธรรมชาติจิตเดิม ธรรมชาติของเขา ย่อมเป็นของไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย...”
แล้วท่านพูดเรื่องพระอรหันต์ว่า “...พระอรหันต์ ที่เป็นผู้รู้แจ้งโลก ละโลกขาดเป็นสมุจเฉทได้แล้วนั้น ถ้าขันธ์ ๕ ยังปรากฏแก่โลกอยู่ ก็เป็นขันธวิสุทธิ หมดบุญ หมดบาป เพราะดวงจิตมิได้เข้ายึดมาเป็นกรรมสิทธิ์ จิตพ้นแล้วจากอาการของขันธ์ คือสังโยชน์ ๑๐ ดับสนิท มิได้มาพัวพันดวงจิตอีกแล้ว”