โลกธรรม

| | หน้าสำหรับพิมพ์

ท่านอาจารย์มั่นเคยพูดไว้ว่า "คนเราก็เหมือนกัน แต่ก็ไม่เหมือนกัน แต่รวมแล้วก็เหมือนกัน" อันนี้ต้องเอาไปคิดมากๆหน่อย จึงจะเข้าใจความหมายของท่าน"ฯ



  • โยมคนหนึ่งไปนั่งที่วัดมกุฏฯ รู้สึกไม่สบายใจเพราะวันก่อนมีลูกศิษย์อีกคนหนึ่ง ไปต่อว่าท่านพ่อเป็นการใหญ่ พอท่านพ่อทราบว่าโยมคนนี้ไม่สบายใจเรื่องอะไร ท่านก็ว่า "คนมันโง่ ไม่รู้จักคำว่า "คน" ไม่ใช่จะมีแต่คน ๒ ขาเดินได้ คนที่เขาคนอยู่ในหม้อให้มันเละมันเปื่อยมันวุ่นวายก็มี แล้วเราไปปล่อยให้เขาคนอยู่ในใจของเราให้มันเศร้าหมอง ถ้ารู้จักอย่างนี้จะได้ทำใจได้"ฯ

  • "อย่าไว้ใจทาง อย่างวางใจคน จะจนใจเอง"ฯ

  • "จะดูคนอื่น ต้องดูที่เจตนาเขา"ฯ

  • "เราจะให้คนอื่นเขาดี เราต้องดูว่า ดีของเขามีอยู่แค่ไหน ถ้าดีของเขามีอยู่แค่นั้น เราจะให้เขาดีกว่านั้น เราก็โง่"ฯ

  • กราบท่านพ่อครั้งแรก โยมคนหนึ่งพูดกับท่านว่า "หมู่นี้โยมทำงานไม่ค่อยสะดวกใจ ไม่รู้เป็นอะไร รู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา" ท่านก็นิ่งสักครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า "ทำงานอย่าเอาแต่ใจตัวเอง เราทำอะไรเราก็ว่าเราถูก แต่มันอาจจะไม่ถูกคนอื่นเขา อย่ามัวแต่ว่าคนนั้นทำผิด คนนี้ทำผิด ให้กลับมาดูความผิดของตัวเองอย่างเดียวดีกว่า"ฯ

  • "ใครจะดีอย่างไร จะชั่วอย่างไร ก็เรื่องของเขา เราดูเรื่องของเราดีกว่า"ฯ

  • ศิษย์คนหนึ่งเล่าให้ท่านพ่อฟังถึงปัญหาทั้งหลายแหล่ที่เข้ามาเรื่อยๆ ในที่ทำงาน ตัวเองก็อยากจะลาออกอยู่เงียบๆ แต่ก็ลาไม่ได้ ท่านพ่อจึงแนะนำว่า "ในเมื่อเราต้องอยู่กับมัน เราต้องรู้จักให้อยู่เหนือมัน เราจึงจะอยู่ได้"ฯ

  • "เราต้องทำงาน อย่าให้งานมันทำเรา"ฯ

  • "ศิษย์คนหนึ่งขอคำแนะนำจากท่านพ่อเรื่องปัญหาในการร่วมสังคมทางโลกว่า บางครั้งต้องสังสรรค์ร่วมกิจกรรมหรือเที่ยวกับคนหมู่มาก ซึ่งความจริงแล้วน่าจะสนุก แต่ส่วนลึกแล้วรู้สึกเศร้าสลดอย่างไรชอบกล ท่านพ่อก็บอกว่า "เราอยู่กับสังคม บางทีต้องทำตามเขา แต่ขัดใจเรา ถ้าเราทำตามใจเรา เราก็จะขัดกับพวกเขา คนเราต้องรักตัวเองยิ่งกว่าคนอื่น ฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงจะได้ทั้ง ๒ อย่าง คือ ทำตามเขาแต่กาย ส่วนใจมีสติรู้อยู่ข้างใน คือ รักษาลม"ฯ

  • ศิษย์อีกคนหนึ่งมาบ่นกับท่านพ่อว่าทั้งในบ้าน ทั้งในที่ทำงานตัวเองต้องเจอแต่ปัญหาหนักๆ แทบเป็นแทบตายทั้งนั้น ท่านจึงบอกว่า "เราเป็นคนจริง จึงต้องเจอของจริง"ฯ

  • "เจออุปสรรคอะไร เราก็ต้องสู้ ถ้าเรายอมแพ้เอาง่ายๆ เราจะต้องแพ้อยู่เรื่อย"ฯ

  • "ข้างในเราก็ต้องแกร่ง มีอะไรมากระทบ เราจะได้ไม่หวั่นไหว"ฯ

  • "ให้พกหิน อย่าพกนุ่น"ฯ

  • "ให้ทำตัวเป็นแก่น อย่าทำตัวเป็นกระพี้"ฯ

  • ศิษย์คนหนึ่งปรับทุกข์กับท่านพ่อว่า เวลาเขาทำอะไรที่บ้าน หรือที่ทำงานคนอื่นมักจะมองเขาในแง่ไม่ดีอยู่เสมอ ท่านพ่อก็สอนให้เขาพิจารณาอย่างนี้ "หู-ตาคนอื่นเป็นหูกระทะ-ตาไผ่ หูกระทะเป็นยังไง เวลาเราพูด เขาฟังรู้เรื่องไหม"

    "เปล่าไม่รู้เรื่องรู้ราว"

    "แล้วตาไผ่เป็นยังไง"

    "มันก็แหลมๆ ถ้าเราไม่ระวัง มันก็จะทิ่มเอา"

    "นั่นแหละซิ แล้วจะเอาอะไรกับมัน"ฯ

  • ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งเจอปัญหาในที่ทำงาน คือมีคนชอบนินทาเขาอยู่เรื่อย ตอนแรกเขาไม่คิดอะไร เพียงแต่ทนเอาเฉยๆ แต่เมื่อเจอบ่อยเข้าก็รู้สึกเบื่อ อยู่มาวันหนึ่งที่รู้สึกเบื่อเรื่องนี้เอามากๆ ก็ไปนั่งภาวนากับท่านพ่อที่วัดมกุฏฯ แล้วนิมิตเห็นภาพตัวเองซ้อนๆๆ หลายชั้นจนนับไม่ถ้วน ทำให้คิดต่อว่าตัวเองเกิดมาหลายภพหลายชาติ คงจะเจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว ทำให้ยิ่งรู้สึกเบื่อใหญ่ พอออกจากสมาธิก็เล่าให้ท่านพ่อฟังว่ารู้สึกเบื่อมากๆ ต่อการนินทานี้ ท่านพ่อก็สอนให้วางโดยบอกว่า "สิ่งพรรค์นี้เป็นโลกธรรม เป็นของคู่กับโลก เมื่อดีก็ต้องมีไม่ดีด้วย รู้อย่างนี้จะไปยุ่งกับมันทำไม" แต่อำนาจกิเลสที่กำลังมาแรง ทำให้ศิษย์คนนี้โต้ตอบกับท่านพ่อว่า "ก็หนูไม่ได้ไปยุ่งกับมัน มันมายุ่งกับหนูเอง" ท่านก็เลยสวนทางทันที "แล้วทำไมไม่ถามตัวเองว่า เสือกเกิดมาทำไม"ฯ

  • เขาว่าเราไม่ดี มันก็อยู่แค่ปากเขา ไม่เคยถึงตัวเราสักที"ฯ

  • "คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป แต่เราไปเก็บมาคิด เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไป แล้วเราไปเก็บมากิน แล้วจะว่าใครโง่"ฯ

  • "ใครจะด่าจะว่ายังไงก็ช่างหัวมัน อย่าไปสนใจ ให้หัดเอาหินถ่วงหูไว้บ้าง อย่าเอามาหาบมาคอนหนักเปล่าๆ ของไร้สาระ"ฯ

  • วันหนึ่งท่านพ่อตั้งปัญหาให้โยมคนหนึ่งว่า "ถ้าเสื้อผ้าของโยมตกลงไปในบ่ออาจม โยมจะเอาขึ้นไหม"

    โยมก็งง แต่รู้ตัวว่าจะตอบปัญหาท่านพ่อแบบเซ่อๆว่าๆไม่ได้ จึงตอบว่า "ก็แล้วแต่ ถ้าเรามีชุดนั้นชุดเดียว คงจำเป็นจะต้องเอาขึ้นมา แต่ถ้ามีชุดอื่น ก็คงจะปล่อยทิ้งไป ท่านพ่อหมายถึงอะไร"

    "คนเราที่ชอบฟังเรื่องไม่ดีของคนอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่ได้รับกรรมของเขา แต่กลิ่นมันจะต้องมาถึงเรา" ฯ

  • เวลาลูกศิษย์คนไหนถือโกรธอยู่ในใจ ท่านพ่อจะสอนว่า "ความโกรธแค่นี้ เราสละกันไม่ได้หรือ ให้คิดว่าเราให้ทานเขาไป คิดดูสิ พระเวสสันดรสละไปแค่ไหน ท่านก็ยังสละได้ ไอ้ของแค่นี้ไม่มีค่าอะไร ทำไมเราสละกันไม่ได้"ฯ

  • "โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า"ฯ

  • "ทิฏฐิกับสัจจะ มันคนละอย่างกัน ถ้ารักษาคำพูดด้วยใจขุ่นมัว คิดจะเอาชนะเขา นั่นคือตัวทิฏฐิ ถ้ารักษาด้วยใจปลอดโปร่ง สงบเยือกเย็น นั่นคือสัจจะ ถ้าเวลารักษาสัจจะ เราก็กัดฟันไปด้วย นั่นไม่ใช่สัจจะหรอก"ฯ

  • จะทำอะไร ก็ให้คิดก่อนจึงค่อยทำ อย่าทำแบบที่ว่า ทำแล้วจึงมาค่อยคิดทีหลัง"ฯ

  • โยมคนหนึ่งชอบทำตัวเป็นที่ปรึกษาของเพื่อนๆ ในที่ทำงาน แต่พอรับฟังความทุกข์จากเพื่อนๆมากเข้าๆ ใจตัวเองชักจะเป็นทุกข์กับเขาด้วย ท่านพ่อจึงแนะนำ "ให้รู้จักปิดฝาตุ่มซะบ้าง ปิดหน้าต่างบ้าง ฝุ่นจะได้ไม่เข้า"ฯ

  • "ระวังเมตตาตกบ่อนะ คือ เราเห็นเขาตกทุกข์ยากลำบาก เราก็คิดอยากจะช่วยเขา แต่แทนที่จะดึงเขาขึ้นมา เขาก็กลับดึงเราลง"ฯ

  • "เขาว่าดี แต่มันดีของเขา จะดีของเราหรือเปล่า"ฯ

  • "เราทำตามเขา เราก็โง่ตามเขาซิ"ฯ

  • "เขาโกรธเรา เขาเกลียดเรา นั่นแหละเราก็สบาย จะไปไหนมาไหน ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลังว่า เขาจะเสียใจไหม เขาจะคิดถึงเราไหม กลับมาเราก็ไม่ต้องเอาของมาฝากด้วย เราก็เป็นอิสระในตัวของเรา"ฯ

  • "คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ" ฯ

  • "เอาชนะคนอื่นนะ มันเป็นเวรเป็นกรรมกัน สู้เอาชนะตัวเราเองไม่ได้หรอก ชนะตัวเองนั้นประเสริฐที่สุด"ฯ

  • "อะไรจะเสีย ก็ให้มันเสียไป แต่อย่าให้ใจเสีย"ฯ

  • "เขาเอาของเราไป ก็ถือว่าให้ทานเขาไป ไม่อย่างนั้นจะไม่รู้จักหมดเวรหมดกรรมสักที"ฯ

  • "เขาเอาของเรา ดีกว่าเราเอาของเขา"ฯ

  • "ถ้าเป็นของเราจริงๆ ยังไงๆมันต้องอยู่กับเรา ถ้าไม่ใช่ของเรา เราจะเอามันทำไม"ฯ

  • "มิจฉาชีพคืออะไร มิจฉาชีพ คือเราทำอะไรที่จะเอาของเขามาด้วยเจตนาไม่ซื่อตรง นั่นเรียกว่ามิจฉาชีพทั้งนั้น"ฯ

  • "จนข้างนอกไม่เป็นไร อย่าให้จนข้างในก็แล้วกัน ให้ใจเรารวยทาน ศีล ภาวนา รวยอริยทรัพย์ดีกว่า"ฯ

  • ลูกศิษย์คนหนึ่งเคยบ่นกับท่านพ่อว่า "หนูเห็นคนอื่นเขาอยู่อย่างสบาย ทำไมชีวิตหนูลำบากเหลือเกิน" ท่านพ่อก็ตอบว่า "โธ่ ลำบากของเรามัน ๑๐ ดี ๒๐ ดี ของคนอื่นเขา ทำไมไม่ดูคนที่เขาลำบากกว่าเราบ้าง"ฯ

  • บางครั้งเวลาลูกศิษย์มีความทุกข์ ท่านพ่อสอนให้ปลงตกโดยใช้ประโยคว่า "จะโทษใครได้ ก็เราอยากเกิดมานี่ ไม่มีใครจ้างมา"ฯ

  • "อารมณ์ทั้งหลาย มันก็มีอายุของมัน ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปตลอดพอหมดอายุ มันก็ดับไปเอง"ฯ

  • "การมีคู่เป็นทุกข์ ยิ่งมีคู่ดี ก็ยิ่งทุกข์มากกว่าคู่ไม่ดี เพราะมันผูกพันธ์กันมาก"ฯ

  • "เราก็ว่า "ลูกของเรา ลูกของเรา" แต่เขาเป็นของเราจริงหรือเปล่า ขนาดตัวของเราเองท่านก็บอกว่า ไม่ใช่ของเรา แล้วจะว่ายังไง"ฯ

  • คืนวันหนึ่ง ศิษย์สองคนแม่-ลูกมามาหาท่านพ่อที่ตึกเกษมฯ พอดีลูกเกิดเถียงกับแม่ต่อหน้าท่านพ่อ ท่านจึงว่า "โอ้โห เถียงกับแม่อย่างนี้เชียวหรือ" 

    ฝ่ายแม่ก็ตอบว่า "ค่ะ ฉันต้องอโหสิให้ลูกๆวันละ ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ฉันไม่เอาเวรกับเขาหรอก" 

    ท่านก็บอกว่า "ก็นั่นสิ พ่อแม่ไม่เอากรรมเอาเวรกับลูก แต่เบื้องบนเบื้องล่างเขาจะยอมหรือเปล่า"ฯ

  • คืนอีกวันหนึ่งในระหว่างที่ป่วยหนัก ศิษย์ท่านพ่ออีกคนหนึ่ง ฝันเห็นตัวเองตายแล้วขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เช้าตื่นขึ้นมาก็รู้สึกใจไม่ดี จึงเล่าให้ท่านพ่อฟัง ท่านก็พยายามปลอบใจว่า ที่ฝันอย่างนั้นเป็นมงคล ถ้าอยู่มีชีวิตต่อไป การงานก็คงจะได้เลื่อนชั้น ถ้าตายไปก็คงอยู่เบื้องบนละ แต่พอท่านพูดถึงข้อนี้ เขาก็ยิ่งใจเสียบอกว่า "แต่หนูยังไม่อยากตายเลย ท่านพ่อ" ท่านก็ตอบว่า "อายุของเรา ถ้าจะหมดแค่นี้ก็ต้องยอมเขา ไม่ใช่หนังสติ๊กที่จะยืดได้หดได้"ฯ

  • "สุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ฯลฯ ที่เราปรารถนามากเป็นพิเศษ แสดงว่าเราเคยเสวยแล้วในชาติก่อนๆ เราจึงคิดถึงมันในชาตินี้ คิดอยู่แค่นี้ก็น่าจะเกิดความสลดสังเวชในตัวเองได้"ฯ

 


 


www.YaJai.com

January 2008: Monthly Archives

Categories

Pages

Powered by Movable Type 4.1

About this Archive

This page is a archive of recent entries in the 09 โลกธรรม category.

08 ศิษย์ อาจารย์ is the previous category.

10 อบรมพระ is the next category.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.