การทำสมาธิภาวนา

| | หน้าสำหรับพิมพ์

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

ให้พยายามใช้สติกำหนด  ตามลมหายใจเข้าออกไม่ให้เผลอ ไม่ให้ลืม พยายามปลดปล่อย สัญญาอารมณ์ ทั้งหมดทั้งอดีต  อนาคต  แล้วภาวนาในใจว่า  "พุทโธ ๆ" ให้ "พุท"   ตามเข้าไปกับลมหายใจเข้าทุกครั้ง และ "โธ"   ก็ตามออกมาพร้อมกับลมหายใจออกทุกครั้งไป จนกว่าใจจะหยุดนิ่งจึงค่อยทิ้งคำภาวนา
 
ต่อจากนี้จงสังเกตดูลมหายใจเข้าออก ว่าช้า-เร็ว , ยาว-สั้น หนัก เบา, กว้าง-แคบ, หยาบ-ละเอียดอย่างไร ถ้าอย่างใดดีเป็นที่สบาย ก็จงรักษาลมนั้น ๆ ไว้ให้คงที่ ถ้าอย่างใดไม่ดีไม่สะดวก ไม่สบาย ก็จงปรับปรุงแก้ไข และตกแต่งให้พอดี ใช้ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นหลักพิจารณา (ตอนที่ขยับขยายเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ต้องใช้คำภาวนา ทิ้งคำว่า  "พุทโธ"   เสียได้)


ต้องคอยระวังจิตอย่าให้วอกแวก หวั่นไหว และแส่ส่ายไปตามสัญญาอารมณ์ภายนอก วางตัวเฉยเหมือนกับมีตัวเรานั่งอยู่คนเดียวในโลก  กระจายลมหายใจออกไปให้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย    ตั้งแต่ศรีษะจดปลายมือ ปลายเท้า ข้างหน้า ข้างหลัง ทรวงอก ส่วนกลาง ช่องท้อง ตลอดถึงลำไส้ และกระเพาะอาหาร ไปตามเส้นโลหิตทะลุผิวหนังออกขุมขน


สูบลมหายใจให้ยาว ๆ เข้าไปในตัวจนเต็มอิ่ม กายก็จะเบาโปร่งโล่ง เหมือนกับรังบวบที่อมน้ำไว้ได้ชุ่ม และบีบเอาน้ำออก ก็จะไหลกลับออกมาได้ทั้งหมดโดยง่ายไม่ติดขัด   ตอนนี้ร่างกายก็จะรู้สึกเบาสบาย  ใจก็จะเย็นเหมือนกับน้ำที่ซึมซาบไปตามพื้นดิน  หรือที่เข้าไปหล่อเลี้ยงในลำต้นไม้ให้สดชื่น จิตก็จะตั้งตรงเที่ยง ไม่มีอาการเอียงไปทางซ้าย เอียงไปทางขวา หรือเอียงไปข้างหน้า เอียงมาข้างหลังคือ ไม่ยื่นออกไปในสัญญาอารมณ์ใด ๆ


สัญญาทั้งหมดเป็นตัว "สังขาร" คือ จิตคือนึกไปในเรื่องราวต่างๆ ทั้งอดีต อนาคต แล้วก็เกิด ความปรุงแต่งเป็นดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ ถ้าเป็นเรื่องที่ดีก็ชอบใจ เพลิดเพลินไปเป็นตัวโมหะ ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีก็เกิดความไม่ชอบใจ ทำจิตให้ขุ่นมัวเศร้าหมอง หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ กลายเป็นตัวพยาบาท


สิ่งที่ทำให้ดวงจิตเกิดความไม่สงบวุ่นวายเหล่านี้จัดเป็นตัวนิวรณธรรมทั้งสิ้น   เป็นตัวสังขารที่ปรุงแต่งใจ  เป็นตัวที่ทำลายคุณความดี  ในการเจริญสมาธิ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องขจัดทิ้งให้หมด    ตัวสังขารนี้ ถ้าคิดนึกไปในเรื่องของโลก ก็เป็นสังขารโลก ถ้าคิดนึกไปในเรื่องของธรรม ก็เป็นสังขารธรรม ทั้งสองอย่างนี้ ย่อมเกิดจาก "อวิชชา"  คือความไม่รู้ ถ้าตัวไม่รู้นี้ดับก็จะเกิด  "วิชชา"  ขึ้นแทนที่  ฉะนั้น เราต้องพยายามเพิ่มกำลังแห่งสมาธิขึ้นอีก จนสังขารเหล่านี้ดับไป  เมื่อนั้น อวิชชาก็จะดับไปด้วย คงเหลือแต่ "วิชชา" คือตัวรู้ ตัวรู้ตัวอันนี้เป็นตัว "ปัญญา" แต่เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นในตัวเอง ไม่ใช่เกิดจากครูบาอาจารย์สั่งสอน เกิดขึ้นจากความสงบนิ่งของดวงจิตที่ตั้งอยู่ในปัจจุบันธรรมเป็นตัวความรู้ที่ลึกซึ้งมาก แต่ตัวรู้นี้ยังเป็นโลกีย์ปัญญา ไม่ใช่โลกกุตตปัญญา เพราะเป็นความรู้ที่เกิดจากสัญญา ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวแก่ชาติภพอยู่  บางทีก็รู้ไปในเรื่องอดีต  รู้เห็นชาติภพของตัวเองที่เป็นมาแล้ว เรียกว่า บุพเพนิวาสญาณ


บางทีก็รู้ไปในอนาคต รู้เรื่องของคนอื่น รู้ถึงการเกิดการตาย ของเขา เรียกว่า จุตูปปาตญาณ ความรู้ทั้งสอง อย่างนี้       ยังมีความยึดถือเข้าไปเจือปนเป็นเหตุให้ดวงจิตหวั่นไหวไปตามเรื่องที่ชอบและไม่ชอบเป็นตัว   "วิปัสสนูปกิเลส"   บางคนได้รู้เห็นไปในเรื่องอดีตของตัวเองที่เป็นชาติภพที่ดี ก็เกิดความเพลิดเพลินยินดี ตื่นเต้นไปกับเรื่องนั้นๆ ถ้าไปพบเรื่องราวที่ไม่ดี ก็เกิดความน้อยใจเสียใจก็เพราะจิตยังมีความยึดถืออยู่ ในชาติในภพของตัวนั่นเอง


ชอบในเรื่องที่ดี ที่ถูกใจ  ก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค  ไม่ชอบในเรื่องที่ไม่ดีไม่ถูกใจ ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค    จัดเป็นมิจฉามรรคทั้ง  ๒ อย่าง ไม่ใช่ดำเนินตามทางที่ถูกต้อง คือ สัมมาทิฏฐิ  เรื่องอดีตก็ดี ถึงแม้จะเป็นธรรมก็ยังเป็นสังขารใช้ไม่ได้


ฉะนั้น ต่อจากนี้จะต้องพยายามใช้อำนาจสมาธิเพิ่มกำลังจิตขึ้นอีก  จนดับโลกียปัญญานี้ได้  จิตก็จะก้าวขึ้นสู่โลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาที่สูงขึ้น เป็นความรู้ที่นำมาให้จิตหลุดพ้นจากความยึดถือ   เป็นสัมมาสติ   สัมมามรรค  คือถึงจะรู้เห็นในเรื่องดี เห็นในเรื่องดีหรือไม่ดีของตัว หรือ ของคนอื่น ก็ไม่ดีใจเสียใจ แต่มี นิพพิทา เกิดความเบื่อหน่าย สลดสังเวชในการเกิดการตายของสัตว์โลก เห็นเป็นของไม่มีสาระแก่นสาร อะไรเลย หมดความยินดียินร้าย หมดความยึดถือในตัวของตน และสิ่งทั้งหลาย จิตก็มีความมัธยัสถ์เป็นกลางวางเฉย เป็น  ฉฬังคุเบกขา     ปล่อยเรื่องราวที่รู้ ที่เห็น ที่เกิดขึ้น ให้เป็นไปตามสภาพธรรมดาโดยไม่ติดใจ   ระดับของจิตก็จะเลื่อนขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ


ต่อจากนี้ จงเพิ่มอำนาจแห่งกำลังจิตให้สูงขึ้นอีกจนพ้นจากความยึดถือ แม้แต่ในความรู้ความเห็น ที่ตัวมีตัวได้  รู้ก็สักแต่ว่ารู้  เห็น  ก็สักแต่ว่าเห็น  กันจิตไว้คนละทาง  ไม่ให้ตามออกไปกับความรู้ รู้ก็รู้ เฉยๆ เห็นก็เห็นเฉยๆ ไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา จิตก็จะมีอำนาจเต็มที่


เกิดความสงบขึ้นโดยลำพัง  ไม่เกี่ยวเกาะกับสิ่งใด ๆ  สังขารดับสนิทเหลือแต่สภาพธรรมล้วนๆ   คือ ความไม่มีอะไร เป็นวิสังขารธรรม เป็นวิมุตติธรรม จิตก็จะเป็นอิสระ พ้นจากโลก ตกอยู่ในกระแสธรรมฝ่ายเดียว ไม่มีการขึ้นลงก้าวหน้าหรือถอยหลัง  เจริญขึ้นหรือเสื่อมลงใจเป็นหลักปักเป็นแน่นอยู่ที่เดียว เหมือนกับเชือกที่เขาผูกต้นไม้ไว้กับหลัก พอตัดต้นไม้โค่นเชือกก็ขาด   แต่หลักยังคงมีอยู่ ใจที่คงที่ย่อมไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆ เป็นจิตของพระอริยเจ้าผู้พ้นแล้วจากอาสวกิเลสบุคคลใดปฏิบัติใจให้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้ว   ก็ย่อมจะประสพความร่มเย็นสันติสุข ปราศจากความทุกข์เดือดร้อนใด ๆ


ได้อธิบายมาโดยย่อพอเป็นแนวทางที่จะให้น้อมนำไปปฏิบัติจิตใจของตนให้พ้นจากทุกข์ในโลกนี้ ผู้ใดสนใจก็เป็นประโยชน์แก่ตนต่อไปในภายภาคหน้า


www.YaJai.com

June 2008: Monthly Archives

Categories

Pages

Powered by Movable Type 4.1

About this Archive

This page is a archive of recent entries in the 04 การทำสมาธิภาวนา category.

03 โลกกับกรรมฐาน is the previous category.

05 เจริญอิทธิบาท ๔ is the next category.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.