ตอบปัญหาสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
หลังจากนั้นสมเด็จฯท่านได้ถามข้อสงสัยกับท่านพ่อลีว่า "การทำจิตให้เข้าสู่ภวังค์เป็นสมาธินี้ มิใช่ตัวภพตัวชาติหรือ?"
ท่านพ่อลีได้กราบเรียนถวายว่า "สมาธิ คือตัวภพตัวชาตินั่นเอง"
ท่านจึงถามอีกว่า "ธรรมะที่สอนให้ปฏิบัตินั้นก็เพื่อทำลายภพชาติ แต่ทำไมเรากลับมาเป็นผู้สร้างภพชาติ"
ท่านพ่อลีตอบว่า "ถ้าไม่ทำจิตให้เป็นภพเสียก่อน ก็จะไม่มีวิชชา เพราะวิชชาเกิดจากภพ จึงจะทำลายภพได้ นี่คือภพน้อยเรียกว่า "อุปติกะภพ" กำเนิดขึ้นในชั่วขณะจิต
ส่วนชาติก็เช่นเดียวกัน การทำจิตให้สงบเป็นสมาธิเกิดขึ้นในดวงจิตในชั่วขณะยาวๆนั้นเรียกว่า "ชาติ" เช่นเรานั่งสมาธิสงบไปนานๆจนเป็นฌาน มีองค์ประกอบขึ้นถึง ๕ อย่าง อันนั้นคือ "ชาติ" ถ้าไม่ทำจิตให้เป็นอย่างนี้ ก็ไม่มีวิชชาความรู้อันใดเกิดขึ้นในตัว
เมื่อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ จะไปละอวิชชาได้อย่างไร ก็เป็นของยากนักศึกษาธรรมะโดยมาก เกล้าฯเห็นว่ายังเข้าใจผิดกันอยู่มาก มีอะไรโผล่ขึ้นมาก็คิดจะหักหาญทำลายล้างไปเลย ความคิดเห็นเช่นนั้น เกล้าฯเห็นว่าไม่ถูก
เปรียบเหมือนคนกินไข่ไก่ บางคนอาจไม่รู้จักตัวไก่ก็ได้ ชื่อว่า "ผู้ขาดวิชชา" พอได้ไข่มาก็ทุบกินเสียหมด ถ้าคนนั้นเข้าใจวิธีฟักไข่ สมมติว่าได้ไข่มาสิบฟอง กินเสีย ๕ ฟอง เอาไปฟักให้เป็นตัวไก่เสีย ๕ ฟอง ถ้าหากมันเกิดเป็นลูกไก่ ขณะที่ฟักอยู่นั้นเปรียบเหมือน "ภพ" ขณะที่ลูกไก่พ้นจากเปลือกไข่เรียกว่า "ชาติ" ถ้าลูกไก่ออกจากไข่ได้ ๕ ตัว ต่อไปหลายๆปีเข้า เกล้าฯก็เห็นว่า คนที่ซื้อไข่ไก่มาบริโภค จะต้องได้ประโยชน์จากไก่ของเขา ได้กินไข่โดยไม่ต้องซื้อ เมื่อเหลือกินก็ได้ขายเป็นสินค้า ลักษณะเช่นนี้ผู้นั้นก็รอดตัวในการใช้จ่ายฉันใด
ในการบำเพ็ญสมาธิ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้ที่พ้นจากภพก็ต้องเข้าไปอยู่ในภพ ผู้ที่พ้นจากชาติก็ต้องรู้เรื่องเกิดของตัวเองจึงจะเป็นไปได้"
เมื่อท่านพ่อลีได้กราบเรียนเจ้าประคุณสมเด็จฯอย่างนี้แล้ว ท่านแสดงความเข้าใจในธรรมปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด และเกิดความเลื่อมใสปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง ท่านได้พูดขึ้นว่า ...
"ท่านลี ... ฉันว่านักศึกษษธรรมะและปฏิบัติธรรมะ ต่างมาติดข้องอยู่แค่ความคิดความเห็นนี่เอง จึงไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จลุล่วงไปได้ ถ้าทุกคนมีความคิดเห็นถูกต้อง การปฏิบัตินั้นเป็นเหตุไม่เหลือวิสัยนะ ... เธอว่ามั๊ย?"