ช้างช่วยท่านพ่อลี ธมฺมธโร

 Image

ช้างช่วยท่านพ่อลี ธมฺมธโร

เล่าเรื่องโดย หลวงปู่ลี กุสลธโร
วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

จากหนังสือธรรมะทะลุโลกของท่านพ่อลี ธัมมธโร
โดย พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร
วัดป่าภูผาสูง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา


เรื่องที่เหลือเชื่อ แต่ไม่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับท่านผู้บำเพ็ญบารมีที่มีเรื่องสุดวิเศษอัศจรรย์เช่นนี้ อย่างเช่น

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงมีพระวรกายเหมือนมนุษย์ แต่สามารถเสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พระมาลัย สามารถท่องแดนนรกสวรรค์ได้ เหมือนเที่ยวไปในเมืองมนุษย์

สามเณรสังกิจจะ มารดาท่านตายในขณะที่ท่านยังอยู่ในท้อง เขานำศพมารดาท่านไปเผา ไฟเผาไหม้เพียงเนื้อหนังของมารดา แต่ตัวท่านปลอดภัยนอนอยู่ในกองเพลิงที่ลุกไหม้เหมือนนอนอยู่บนดอกบัว

ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต สามารถเทศนาสั่งสอนสัตว์โลกในภพภูมิทั้งสาม

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน สามารถนำธรรมะออกเผยแผ่ทั่วประเทศไทย กู้ชาติบ้านเมืองให้พ้นวิกฤตเศรษฐกิจ และนำเงินและทองคำเข้าสู่คลังหลวงได้เป็นจำนวน ๑๑ ตันกว่า คิดเป็นเงินโดยรวมหลายหมื่นล้าน

นี่คือเรื่องจริงๆ!! ที่ปรากฏมีมาแล้ว

เรื่องจริงจึงเป็นสิ่งที่ชวนให้คิดถึงบาปบุญ คุณโทษ นรก สวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพานของคนและสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารมานานเนา
สมัยหนึ่ง ท่านพ่อลี ท่านท่องเที่ยวกรรมฐานทางภาคเหนือตอนล่าง ได้พลัดหลงป่าได้ช้างมาช่วยชีวิตไว้ แต่ก่อนอื่นขอนำเรื่องพระพุทธเจ้ากับช้างมาเล่าก่อน หลักฐานแห่งความเชื่อและความจริงจะได้ชัดเจนขึ้น ท่านผู้อ่านจะได้เรียงลำดับเรื่องถูก

...ในสมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าทรงเบื่อหน่ายพระธรรมกถึกและพระวินัยธร ที่ว่ายากสอนยาก ทะเลาะกันเรื่องพระวินัย ทรงสั่งสอนเท่าไรก็ไม่เชื่อฟัง พระองค์จึงเสด็จปลีกวิเวกไปอยู่เพียงลำพังองค์เดียวที่บ้านปาริเลยยกะ ราวป่ารักขิตะวัน ใต้ต้นสาละใหญ่

ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ตรัสภาษิตธรรมว่า "...การอยู่คนเดียวประเสริฐที่สุด...ในหมู่ชนพาล ย่อมไม่มีเพื่อนแท้"

...ในป่านั้น พระยาช้างปาริเลยยกะได้ทำหน้าที่เป็นผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า มันใช้งวงหักกิ่งไม้ กวาดบริเวณที่พระพุทธองค์ประทับ เสร็จแล้วจับหม้อด้วยงวง ตักน้ำฉันน้ำใช้มาตั้งไว้ ต้มน้ำร้อนถวาย ด้วยการเอางวงสีไม้แห้งให้ไฟเกิด เมื่อน้ำร้อนเสร็จก็นิมนต์พระศาสดามาสรง

เมื่อพระบรมศาสดาเข้าไปบิณฑบาต พระยาช้างนั้นเอาบาตรและจีวรวางไว้บนตะพอง เดินตามหลังไปจนถึงแดนบ้าน

"ปาริเลยยกะ เธอรออยู่ที่นี่ก่อน" พระศาสดาตรัสด้วยพระสุรเสียงอันนุ่มนวล

พระยาช้างรอจนกว่าพระศาสดาเสด็จกลับมาแล้วรับบาตรและจีวรกลับเข้าป่า รักขิตวันตามเดิม เมื่อถวายภัตตาหารแก่พระศาสดาแล้ว พระยาช้างได้นั่งถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้

ภาพแห่งช้างถวายงานพัดนั้นคงจะน่ารักน่าชังมิใช่น้อย (ถ้าเป็นสมัยนี้มนุษย์คงแตกฮือตื่นกันทั้งโลก เพราะมนุษย์สมัยนี้ชอบตื่นตูม เรื่องไม่เป็นเรื่องก็ยังตื่นข่าว)

ส่วนในราตรีพระยาช้างได้ถือท่อนไม้ใหญ่ด้วยงวง เดินรอบบริเวณป่าที่พระศาสดาประทับอยู่ เพื่อรักษาความปลอดภัยจากเนื้อร้ายหรือจากอันตรายอื่นใด จนกว่าอรุณจะขึ้นมาใหม่ จึงถวายน้ำสรงพระพักตร์ ทำอย่างนี้เป็นกิจวัตร

ในป่านั้นมีลิงใหญ่ตัวหนึ่ง กระโดดร้องโก๊กๆ ไปมาตามกิ่งไม้ เห็นพระยาช้างทำวัตรปฏิบัติเป็นนั้นทุกๆ วัน เกิดความศรัทธาอยากทำอย่างนั้นบ้าง จึงไปหารวงผึ้งมาถวายพระศาสดาบ้าง

พระศาสดารับแล้วแต่ไม่ทรงเสวย ลิงนั้นจึงเข้ามาจับรวงดูผึ้ง เห็นตัวอ่อนติดอยู่ จึงเขี่ยออกแล้วถวายใหม่ เมื่อเห็นพระศาสดาทรงเสวยแล้วจึงดีใจเลยเถิด ทั้งฟ้อน ทั้งรำ ทั้งร้อง ทั้งกระโดดโลดเต้นไปมา เหยียบกิ่งไม้แห้งหัก ร่างตกลงมาเสียบตอไม้ปลายแหลมตายคาที่ ได้ไปเกิดในสวรรค์มีวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ มีเทพอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

ครั้นพระอานนท์และภิกษุ ๕๐๐ รูปมาอาราธนานิมนต์ให้พระศาสดาเสด็จกลับ ช้างไม่ยอมให้กลับ

"ปาริเลยยกะ!" พระศาสดาตรัสเรียก

เราไปครั้งนี้จะไม่กลับมาอีก ฌาน วิปัสสนา มรรค และผล ยอมไม่มีแก่เจ้าในอัตภาพนี้ เจ้าจงหยุดเถิด"

พระยาช้างเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็เอางวงสอดเข้าปาก ร้องไห้เหมือนเด็กน้อยที่พ่อแม่ทิ้งไว้กลางป่า ร้องร่ำหาจนกระแสเสียงและสายน้ำตาเหือดแห้ง

เมื่อพระศาสดาเสด็จลับตาไป มันยกขาหน้าขึ้น ตาชะเง้อมองเท่าไหร่ไม่เห็นแม้แต่เงาพระพุทธองค์ ด้วยความเสียใจอาลัยสุดประมาณ หัวใจมันจึงแตกสลาย ล้มตายลงในทันที

ไปเกิดในสวรรค์มีวิมานทองสูง ๓๐ โยชน์ มีนางเทพอัปสรหนึ่งพันเป็นบริวาร

..เรื่องพระพุทธเจ้ากับสัตว์ เราฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว นี่คือ..อำนาจบุญ..

..บุญฤทธิ์เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และคาดคิดไม่ถึงเสมอ!


Image
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง จ.อุดรธานี


...เรื่องที่จะเล่าต่อเป็นเรื่อง ท่านพ่อลีกับช้างใหญ่ ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปสนทนาธรรมกับ หลวงปู่ลี กุสลธโร พระอริยเจ้าแห่งวัดป่าภูผาแดง จังหวัดอุดรธานี ท่านได้เล่าเรื่องท่านพ่อลีกับช้างให้ฟังอย่างน่าตื่นเต้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นคติดี เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จึงนำมาเล่าให้ฟังว่า

สมัยหนึ่ง หลวงปู่ลี กุสลธโร ไปธุดงค์ทางอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ไปพบท่านพ่อลี ธมฺมธโร ซึ่งธุดงค์อยู่ทางภาคเหนือตอนล่างเช่นกัน

เมื่อท่านเข้าไปคารวะท่านพ่อลีแล้ว ท่านจึงขอโอกาสนวดเส้นถวาย ในขณะที่นวดเส้นถวายนั้น ท่านพ่อลีได้เล่าเรื่องประสบการณ์ต่างๆ ที่ผจญมาจากที่ต่างๆ ให้ฟังไปเรื่อยๆ จนคนที่นวดถวายลืมเวล่ำเวลา ฟังแล้วหูตาแจ้ง ไม่ง่วงนอน เพลินใจ ตื่นเต้นสนุกสนานในธรรมลีลาของท่านอย่างบอกไม่ถูก

ท่านพ่อลีเล่าว่า.....

"...ขณะที่ท่านท่องเที่ยวธุดงค์เดินไปตามป่าเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็อาศัยนอนในป่านั้น ไม่หวั่นต่อมรณภัยใดๆ รักษาแต่ใจตัวที่ชอบท่องเที่ยวเพลินอยู่ในป่าใหญ่ที่มีต้นไม้สูงระฟ้า ลิงค่าง สัตว์เสือช้างป่าร้องลั่นสนั่นไพร เหมือนเพลงขับกล่อมย้อมใจให้หลงใหลในรสธรรมชาติ ท่านอุทานว่า

"ธรรมชาตินี้ ช่างดี! งามล้น ไม่มีการเสแสร้งทำ ส่วนมนุษย์นี่สิ ทำตัวสงบเสงี่ยม แต่ใจเหมือนเปรต เหมือนผี"

ทิวากำลังผ่าน ราตรีกำลังล่วงเข้า

เหล่าสัตว์กลางคืนกำลังลืมตา เตรียมตนเพื่อออกหากิน

แล้วท่านเดินชมถ้ำ ชมทิวผาแมกไม้เถาวัลย์ในเวลาย่ำค่ำไปเรื่อย ประคองกายและสติพิจารณาธรรมบางประการไปพร้อมๆ กับย่างเท้าก้าวเดิน

ขณะที่เดินเพลินไปเรื่อยนั้น ไม่ทราบว่าได้หลงทาง หลงป่ามาไกลเพียงไร แหวกม่านป่าไปทางใด ก็ไม่มีวี่แววว่าจะพบมนุษย์สักคน

...พบแต่ทางช้าง ทางเสือ ทางสัตว์ร้าย...ทางแห่งอันตราย!

สักพัก..เสียงร้องกระหึ่มของเจ้าป่าดังก้องกัมปนาท มันร้องเพียงครั้งสองครั้งก็เพียงพอที่จะให้ป่าสงบสงัดในทันที..เสียง..อัน แสดงแสนยานุภาพแห่งพลังอำนาจ ทำให้สัตว์ที่ได้ยินขนพองสยองเกล้า ทำให้สัตว์จตุบททวิบาทระมัดระวังตนแจ แอบหลักลี้หนีหาย พรางกายเข้าที่ซ่อนเร้นโดยเร็ว

ป่าสงบนิ่ง...ราวกับว่าไร้สิ่งมีชีวิต!

แต่ท่านพ่อลีท่านยังคงเดินดุ่มๆ เหมือนเดิม โดยไม่แสดงอาการตื่นเกรงกลัวแม้แต่น้อย

แม้เสียงเจ้าป่าจะสะเทือนก้องในที่ไม่ไกล ใจก็ไม่หวั่นไหว

เมื่อท่านย่างผ่านไป เจ้าป่านั้นเองเป็นผู้หมอบคอยสงบ เพราะมันยำเกรงอย่างยิ่ง สัญชาตญาณทำให้มัน "รู้" ว่า ร่างนั้นคือ...ผู้ทรงอำนาจมากด้วยเมตตาคุณ...มีรัศมีรอบกาย

..หนึ่งวัน สองวัน สามวันผ่านไป มีแต่เดิน เดิน เดิน บุก บุก บุก ลุย ลุย ลุย!

ปีนผาหิน มุดซอกถ้ำ คลานลอดขอนไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทาง

ข้าวไม่ได้กิน อาศัยน้ำพอประทังชีวิต สามวันนั้นท่านประจักษ์ใจว่า ป่านี้ช่างกว้างไพศาลเสียจริงๆ กี่สิบกี่ร้อยกิโลเมตรก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอบ้านคน หรือทางคนเดินเลย..และจะออกไปยังไง

ท่านพ่อลีท่านว่า "..ความเหนื่อยล้า..เป็นอุปสรรคสำหรับคนเดินทางไกล

...แต่การเดินทางไกลหรือหลงทาง ย่อมดีกว่าเดินทางผิดหรือมีจิตตั้งไว้ผิด

...เพราะการคบหากับคนที่ไม่ดี

คนที่พอจะดีได้กลับกลายเป็นคนชั่วไปเสียนี่

เปรียบเหมือนทางที่รกรุงรังเต็มไปด้วยขยะมูลฝอย

แม้จะเป็นทางตรง จะถือว่าเป็นทางที่ดีก็ไม่ได้

...ส่วนผู้ที่คบหากับกัลยาณมิตรมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมดียิ่งขึ้นๆ

เหมือนทางป่าที่รกรุงรังด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาไม่ร้อน

แม้จะเป็นทางอ้อม ก็ถือว่าเป็นทางที่ดีได้"

ด้วยความเหนื่อยล้าอ่อนแรง..หมดสรรพกำลัง..มีเพียงลมหายใจที่แผ่วเบา ท่ามกลางสรรพสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

ตายหรืออยู่ก็มีบุญกรรมเป็นเพื่อนผอง!

ท่านหยุดพักปูผ้ายางพลาสติกผืนน้อยกันชื้น นั่งพักใต้ร่มไม้ใหญ่ใบดกหนา ผูกเชือกรัดต้นไม้ กางกลดกำหนดสตินอนแล้วหลับไป

แต่ทางที่ท่านกลางกลดนอนพักนั้น ท่านหาทราบไม่ว่าเป็นทางสัตว์ใหญ่ผ่านไปมา

ท่านนอนสบายจนถึงรุ่งเช้าอีกวัน ร่างกายสดชื่นเมื่อได้พักผ่อน มองทอดเทือกเขาอันติดกันเป็นพืด สูงๆ ต่ำๆ งามวิจิตรด้วยแสงแรกแห่งตะวัน สาดส่องเป็นลำผ่านช่องแมกไม้เป็นแฉกสีรุ้ง วิหคบินออกจากรังเป็นสาย เสียงเซ็งแซ่เป็นสัญญาณบอกว่าทิวากาลเริ่มแล้ว

เมื่อท่านตื่นนอนกำหนดสติดังราชสีห์...เห็นว่าทิศที่หันหัวลงนอนไม่ได้เป็นเช่นนี้ ก่อความสงสัยให้เกิดคำถามขึ้นอย่างมาก

ท่านเคลื่อนร่างกายออกจากกลดมายืนพิจารณาดูบริเวณโดยรอบ กลดก็ถูกย้ายที่ ที่นอนก็ถูกย้ายที่ แล้วใครมาย้ายที่นอนให้เรา" ท่านยืนคิดอย่างฉงน

"แล้วเราพักอยู่ตรงนั้น พลันมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?" ท่านถามตัวเอง

"ผี มนุษย์ อสุรกาย นาคา ครุฑ เทวดา หรือพระพรหมที่ไหนอาจสามารถทำเช่นนั้นได้ หรือว่าเราเป็นคนบ้าเป็นคนหลงสติไปเสียแล้วนี่ จึงนอนกลับหัวกลับทิศ จึงจำทิศทางที่ตัวเองนอนไม่ได้ อย่างนี้ต้องพิสูจน์กันหน่อย...เรานี้มีครูดีสั่งสอนมามิใช่ย่อย...จะมามัว นั่งละห้อยคิดให้เสียการณ์นานถ้าไปใย" ท่านบ่นพึมพำในใจ

แล้วจึงตัดสินใจเขาสมาธิดูภาพย้อนหลัง ฟังๆ ดูเหมือนในหนังละครทีวีรีเพลย์เทปกลับมาดูได้ใหม่ มาถึงตอนนี้ผู้เขียนอดใจไม่ไหว จึงรีบแทรกถามหลวงปู่ลี วัดป่าภูผาแดง ขึ้นทันทีว่า "เหตุการณ์มันผ่านมาแล้วย้อนกลับไปดูได้อีกหรือปู่"

ทานตอบเป็นภาษาอีสานพร้อมด้วยรอยยิ้ม อันแสนจะน่ารักว่า "เป็นหยังสิบ่ได๋...ทำไมจะไม่ได้ พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ ท่านระลึกชาติย้อนหลังได้เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นแสนชาติ นี่เพิ่งผ่านมาคืนเดียวทำไมจะระลึกย้อนดูอดีตนั้นไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ท่านจะมาสอนสัตว์โลกที่โง่งมงายได้หรือ ถ้าท่านไม่แน่จริง" ท่านตอบอย่างฉะฉานอาจหาญ ทำให้เราหมอบทั้งกายใจและแววตา

"แล้วจากนั้นท่านพ่อลี ท่านทำยังไงครับ" ผู้เขียนเรียนถามหลวงปู่ลี

"ท่านก็เข้าสมาธิภาวนาน่ะสิ" ท่านตอบแล้วก็เมตตาเล่าต่อจนพระเณรที่ฟังกันอยู่อ้าปากค้าง! บางองค์ป่านนี้ยังไม่ได้งับปากเลย เสร็จจากเขียนหนังสือเล่มนี้จะไปนิมนต์ให้ท่านงับปากซะ เดี๋ยวลมเข้าท้องแตกตายก่อน เพราะความเพลินที่ได้ฟังสิ่งที่ดีๆ ที่ท่านเล่า

ก็พระอริยเจ้าเป็นผู้เล่าให้เราฟัง เราควรจะภูมิใจกระหยิ่มสักเพียงไร เพียงเห็นท่านก็เป็นทัสนานุตตริยะแล้ว

แต่นี่ได้นั่งสนทนาใกล้ๆ จะประเสริฐเพิ่มขึ้นอีกเพียงไร

แล้วท่านหลวงปู่ลีก็เล่าเป็นภาษาอีสานด้วยความนิ่มนวล (แต่แปลเป็นภาษากลาง) ต่อไปว่า

"ท่านพ่อลีประคองร่างอันผอมบาง ขัดสมาธิ เมื่อภาวนาท่านได้เกิดความรู้ในญาณขึ้น มองทะลุภาพในอดีตได้ว่า...

"..เห็นร่างท่านเองนอนหลับสนิทในกลดน้อยใต้ร่มไม้ใหญ่

ทันใดนั้นเองมีสัตว์ใหญ่ เงาสีเทาร่างดำทึบเยื้องย่างผ่านเข้ามาเหมือนภูเขาลูกน้อยๆ เคลื่อนที่ได้ สักพักปรากฏรูปให้เห็นซัด...นั่นคือช้างใหญ่

ท่านได้นอนขวางทางช้างโขลงใหญ่

ตัวจ่าฝูงเดินนำมาก่อน เมื่อมาเห็นร่างท่านที่นอนสงบนิ่งอยู่ในกลดผ้าบางๆ มันหลีกเลี่ยง เดินเหยาะย่างรอบๆ ห่างๆ มันเห็นรัศมีในกายระยับ เหมือนกายทิพย์ที่เทวดาเฝ้าคุ้มครอง มันตาตก หมอบลงเฝ้ามองอย่างพิศวง!

มันรู้ด้วยสัญชาตญาณว่า ร่างนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม มันมิบังควรรบกวน หรือให้สัตว์อื่นรบกวน แต่ทางนั้นเป็นทางช้างผ่าน มันต้องย้ายร่างท่านไปไว้ที่อื่นก่อน

ด้วยบุญกรรมในบุพเพชาติที่มีต่อกัน ภาษา "ใจ" ที่สื่อสาร ทำให้มันเกิดความรักและเคารพต่อท่านในทันที

มันจึงปฏิบัติต่อท่านด้วยความละมุนละไม

ค่อยๆ เอางวงที่ใหญ่ยาว มีเรี่ยวแรงมหาศาล อุ้มท่านที่หลับสนิทย้ายไปอีกฟากหนึ่ง ในที่ไม่ไกลกันนัก เหมือนย้ายปุยนุ่น

มันค่อยๆ เอางวงจับที่นอนมาปูและบริขารอื่น เอาท่านมาวาง เอาเชือกมาผูก แล้วจึงย้ายกลดมาห้อย ดึงผ้ากลดปิดลงให้เรียบร้อย มันทำอย่างแนบเนียนและมีสติ เหมือนกับมนุษย์ผู้ฉลาดทำ เสร็จแล้วยืนขวางกั้นอยู่

เมื่อมันจัดที่นอนถวายท่านเสร็จ ฝูงช้างนับร้อยก็กรูเข้ามารอบทิศ แต่ผ่านตรงที่ท่านพ่อลีนอนไม่ได้ ช้างใหญ่นั้นได้ยืนเอาตัวขวางอยู่ ไม่ให้ช้างตัวใดมากล้ำกรายล่วงเกินได้

เมื่อตัวไหนเข้ามาใกล้จะรบกวน มันก็ขู่และเอาตัวมันเบียดให้หนี เมื่อฝูงช้างไปหมด มันเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว ตัวมันจึงตามไปทีหลัง"

"อัศจรรย์จริงๆ นะปู่" ผู้เขียนกราบเรียนหลวงปู่ลี กุสลธโร

"วิมุตติพระนิพพาน อัศจรรย์ยิ่งกว่านี้อีกนะท่าน" หลวงปู่กล่าวถึงบรมธรรม

"อัศจรรย์! จนไปเล่าให้ใครฟังไม่ได้ เพราะเขาไม่เชื่อ เดี๋ยวเขาหาว่า "บ้า" ท่านย้ำอย่างน่าคิด

ท่านเล่าต่อท่ามกลางสายฝนพรำ ฟ้าร้องโครมครามว่า

"..ช้างตัวนั้นมันก็มีธรรมเหมือนกันนะ...มันมาช่วยชีวิตและท่านพ่อลีก็ได้อาศัยเดินตามทางช้างนั้นออกมาจากป่าได้อย่างปลอดภัย หลวงปู่ลีเล่าพร้อมยกแก้วน้ำขึ้นฉันอย่างอริยมุนีที่มีสติรอบกาย

แล้วเล่าต่ออีกเหมือนเพิ่มรสเด็ดให้อาหารจานโปรดในทางธรรมว่า

"มนุษย์หรือสัตว์ก็มีจิตอันเดียว ผู้ไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกันไม่มีในโลก บางทีเขาเคยเกิดเป็นมนุษย์ เคยบวช เคยเป็นเพื่อน จิตอันเดียวกันนี่แหละแต่เสวยวิบากกรรมต่างกัน ทำให้ชาตินี้เขาเกิดมาเป็นช้าง แต่ก่อนเขาคงมีอะไรเกี่ยวข้องกับท่านพ่อลี คงเป็นศิษย์อาจารย์กันมา อย่าว่าแต่ช้างเลยท่าน พวกเรานี้เกิดตายเป็นสัตว์มาสักเท่าไหร่ มีใครรู้เห็นได้บ้าง

พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้มีศีลธรรม ให้รักษามนุษย์สมบัติเอาไว้ ไม่อย่างนั้นจะตายไปเกิดเหมือนสัตว์ทั้งหลาย

"ให้สังเกตง่ายๆ นะ" ท่านกล่าวย้ำอย่างน่าสนใจให้นำไปคิดถึงตัวเอง

"...จิตใจวุ่นวายจะตายไปเกิดเป็นสัตว์ทันที" ท่านพูดจบแล้วยิ้มน้อยๆ แต่พองาม

วันนั้น ผู้เขียนได้ถามถึงประวัติท่านด้วย แม้ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อันเป็นฤดูปลายฝนต้นหนาว ท่านก็ยังเมตตาสนทนาเป็นเวลานานถึง ๓ ชั่วโมงกว่า

นี่แหละ ท่านทั้งหลาย! โบราณท่านจึงว่า

คนดี ผีคุ้ม!

พระดีมีเทวดาคอยคุ้มครองรักษา!

คนมีบุญ ไม่จนตรอกจนมุม!

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ท่านทำให้เราเห็นประจักษ์ในแง่มุมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา โลกนี้โลกหน้า บุญทำกรรมแต่ง ท่านผู้วิเศษศิษย์พระตถาคตเจ้ายังมีอยู่จริง และคติสอนใจอื่นๆ อีกมาก นัยว่าเป็นบุญวาสนาแห่งจักษุและโสตประสาทที่เราได้รับรู้เรื่องของท่าน ถึงกายตายแต่ความดีท่านยังคงอยู่ ความดีนี่เองเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า


ที่มา http://watphagothenburg.multiply.com/
www.YaJai.com