ฉลาดปรับแต่งลม

| | หน้าสำหรับพิมพ์

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

ในการกำหนดลมหายใจนี้ เราจะต้องใช้ความสังเกตพิจารณา เป็นข้อใหญ่ และรู้จักการตบแต่ง ขยับขยายลมหายใจให้เป็นไปโดยความพอเหมาะพอดีจึงจะได้ผลเป็นที่สบายกาย สบายจิต คือ สังเกตการเดินลมหายใจตั้งแต่ปลายจมูก จนถึงที่สุดของลมหายใจ นับแต่จากคอหอยผ่านไปทางหลอดลม หัวใจ ปอด  ลงไปจนถึงช่องท้อง มีกระเพาะอาหาร และลำไส้ เบื้องบน ตั้งแต่ศรีษะเลื่อนลงมาถึงบ่า ทั้งสอง  ช่องซี่โครง กระดูกสันหลัง จนถึงก้นกบ ลมที่ออกตามปลายมือ ปลายเท้า ตลอดทั่วสรีระร่างกายทุกขุมขน

ให้สมมุติตัวเรานี้เหมือนกับเทียนหรือตะเกียงเจ้าพายุ  ลมเหมือนกับไส้ตะเกียง   สติเป็นตัวเชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดแสง  ร่างกายของเราตั้งแต่โครงกระดูกจดผิวหนัง   เหมือนกับเนื้อของเทียนที่หุ้มไส้เทียนอยู่   เราจะต้องพยายามทำให้ดวงจิตของเราเกิดแสงสว่าง เหมือนกับดวงเทียนจึงจะนับว่าเป็นผลดี.......


ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกจะต้องมีของที่เป็นคู่กันเสมอ  เช่น  มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีพระอาทิตย์ ก็มีพระจันทร์ มีเกิดก็มีดับ มีเหตุก็มีผล ฉะนั้น ในการทำลมนี้ ก็มีจิตเป็นตัวเหตุ มีสติเป็นตัวผล คือจิตเป็นผู้ทำ มีสติเป็นผู้รู้ สติจึงเป็นผลของจิต ส่วนธาตุ ดิน น้ำลม ไฟ ก็เป็นของกาย เหตุของกายคือ ธาตุลม เมื่อจิตเป็นผู้ทำเหตุดี ผลทางกายก็เกิดรัศมีจากธาตุทั้ง  ๔ ร่างกายก็สบายแข็งแรงปราศจากโรค   ผลที่จะเกิดขึ้นจากทางกาย  และจิตนี้ก็เนื่องด้วยการกระทำเป็นเหตุการณ์สังเกตเป็นผล ขณะที่นั่งสมาธินี้ เราจะต้องสังเกตดูลมที่หายใจเข้าและหายใจออกนั้นว่า ลักษณะของลมที่เดินเข้าไปมีอาการอย่างไร    เกิดความไหวสะเทือนแก่ส่วนต่าง ๆ   ของร่างกายอย่างไรและเกิดความสบายอย่างไรบ้าง  เช่น หายใจเข้ายาว  หรือหายเข้าสั้น   ออกยาวสะดวกสบาย ?   หายใจเข้าเร็ว   ออกเร็วสบาย หรือหายใจเข้าช้าออกช้าสบาย?    หายใจหนักสบาย หรือหายใจเบาสบาย ?   ฯ ล ฯ


เหล่านี้เราจะต้องใช้ความสังเกตพิจารณาด้วยตนเอง และรู้จักปรับปรุงแก้ไข ลดหย่อน ผ่อนผันให้ลมคงที่เสมอกันพอเหมาะพอดี เป็นต้นว่าช้าไปไม่สะดวกสบาย  ก็แก้ไขเปลี่ยนให้เร็วขึ้น,   ถ้ายาวไปไม่สบายก็เปลี่ยนให้เป็นสั้น ถ้าลมอ่อนไป เบาไป ไม่ดี ทำให้ง่วงให้เผลอ ก็เปลี่ยนให้เป็นลมหนักและแรงขึ้น เหมือนกับเราสูบลมเข้าไปเลี้ยงน้ำมันให้พอดีกับนมหนูในไส้ตะเกียง     ถ้าได้ส่วนกับลมแสงไฟก็จะมีกำลังเต็มที่เป็นสีนวลสว่างจ้า  สามารถส่องรัศมีไปได้ไกล  ฉันใดก็ดี  ถ้าเรามีสติกำกับแน่นกับลมหายใจเข้าออกอยู่เสมอ และรู้จักบริหารให้ถูกต้องกับส่วนต่าง ๆ   ของร่างกาย    จิตของเราก็จะมีอาการเที่ยงตรงเป็นหนึ่งไม่วอกแวกไปในสัญญาอารมณ์ใดๆ และมีอำนาจชนิดหนึ่งเกิดขึ้นเป็นแสงสว่าง คือ ตัวปัญญา  หรือจะเรียกว่าเป็นผล   คือวิชชา  ก็ได้ วิชชาอันนี้เป็นความรู้พิเศษอย่างหนึ่งไม่ใช่เกิดจากครูบาอาจารย์สั่งสอน  หรือมีใครแนะนำแต่เป็นความรู้ความเห็นพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญเรียกว่า  "สัมมาทิฏฐิ" ความเห็นอันนี้ ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นสัมมาสติ เป็นสัมมาสมาธิด้วย จิตที่เป็นสัมมาสมาธินี้เมื่อมีกำลังกล้าแข็งยิ่งขึ้น ก็เกิดผลเป็น "วิปัสสนาญาณ"   เป็น   "ญาณทัสนะ"    ถึงวิมุติธรรมเป็นที่สุดปราศจากความสงสัยใด ๆ


Categories

Pages

Powered by Movable Type 4.1

About this Entry

This page contains a single entry by Somkiat Foongkiat published on June 23, 2008 2:33 PM.

สมบัติสาม was the previous entry in this blog.

เจริญอิทธิบาท ๔ ในการดูลม is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.