สมบัติสาม
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี ธมฺมธโร )
การกำหนดรู้ ลม เป็น "วัตถุสมบัติ" ติดอยู่กับลมตามเข้าออก ไม่เผลอเป็น "เจตนาสมบัติ" ความไม่สกดลม กลั้นลมไว้ ปล่อยไปตามสบายให้ใจเป็นอิสระ หายใจโปร่งใส เบิกบาน เป็น "คุณ สมบัติ" กิริยาที่นั่งขัดสมาธิเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวตรงตาหลับเป็น "กิริยา" ทั้งหมดนี้เรียกว่า "ปุญญกิริยาวัตถ"
๑. เจตนาสมบัติ หมายถึง ความตั้งใจ คือเราตั้งใจว่า เราจะพยายามปลดปล่อยสัญญา อารมณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องของโลกทั้งหมด ไม่เก็บมานึกคิดเลย สัญญาใด ๆ ที่เป็นอดีตก็ดี เป็นเรื่องของโลกไม่ใช่เรื่องของธรรม สิ่งที่เราตั้งใจจะทำในเวลานี้ขณะนี้ คือ กิจของพระศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น คือ ปัจจุบันธรรม นี่เป็นตัว "เจตนาสมบัติ"
๒. วัตถุสมบัติ หมายถึงสถานที่ตั้งของดวงจิต ในที่นี้หมายถึง "ธาตุววัฏฐาน" หรืออธิบายตามพยัญชนะได้แก่ "กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน" คือ ธาตุ ๔ ซึ่งประกอบขึ้นแห่งร่างกายของเรา ได้แก่ ธาตุ ดิน น้ำ ไ ฟ ลม ธาตุดินก็เป็นกระดูกที่แค่นแข็ง ธาตุน้ำก็เป็น น้ำมูตร น้ำลาย น้ำเลือด น้ำหนอง ธาตุไฟ ก็คือ ความร้อน ความอบอุ่นในร่างกาย ธาตุลมก็คือ ส่วนที่พัดไปมา ทั้งหมดนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดกว่า ส่วนใดอื่นคือธาตุลม เพราะร่างกายนี้ถึงแม้ว่าตาจะบอด หูจะหนวก แขนขาจะหักก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าขาดธาตุลมอย่างเดียว ร่างกายจะตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องตาย ฉะนั้น ลมหายใจจึงเป็นตัววัตถุสำคัญเพราะเป็นสถานที่ตั้งของดวงจิต
๓. คุณสมบัติ หมายถึง ความสบายหรือไม่สบายที่เกิดขึ้นแก่ร่างกาย ในการบริหารลมหายใจเข้าออกให้เดินไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนี้ได้เกิดผลอันใดขึ้นบ้าง ต้องสังเกตดูร่างกายและจิตใจของเรา ได้รับผลดีหรือไม่ดี ร่างกายเบาสบาย โปร่งโล่งหรืออึดอัด คับแคบ ใจสงบ สบาย เย็น หรือหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ถ้ากายสบาย จิตสบาย ก็เป็นผลดี ถ้าตรงกันข้าม ก็เป็นผลร้าย ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักการปรับปรุงลมหายใจ และแก้ไขตกแต่งให้เป็นที่สบายคุณสมบัติของจิตก็คือ สติ กับ สัมปชัญญะ
ให้พยายามรักษาหลักสั้น ๆ ทั้ง ๓ ประการ นี้ไว้ในการเจริญสมาธิทุกครั้งไป จึงจะมีผลเป็นไปโดยถูกต้องสมบูรณ์ ส่วนอานิสงส์ในการนั่งสมาธินั้นมีมากมาย ก็จักเกิดขึ้นตามกำลังของดวงจิต แห่งผู้บำเพ็ญภาวนานี้
...