ผนวก

| | หน้าสำหรับพิมพ์

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
( ท่านพ่อลี   ธมฺมธโร )

  • หน้าที่ของเราในการทำสมาธิมีอยู่   ๔ อย่าง      คือ  ๑.  รู้ลมเข้าออก    ๒. รู้จักปรับปรุงลมหายใจ ๓.  รู้จักเลือกว่าลมอย่างไหนสบาย ไม่สบาย    ๔.   ใช้ลมที่สบายสังหารเวทนาที่เกิดขึ้น
  • รู้กายในกาย นี้เป็น  กายคตาสติ   คือ รู้ลมในร่างกายของเราตั้งแต่เบื้องสูงจดเบื้องต่ำ    เบื้องต่ำขึ้นไปหาเบื้องสูง    กระจายลมให้เต็มทั่วร่างกายเหมือนกับน้ำที่เต็มอ่าง   ก็จะได้รับความเย็นตลอดทั่วร่างกาย
  • สติ    เป็นชีวิตของใจ       ลม   เป็นชีวิตของกาย



  • การที่เรารักษาลมหายใจไว้ด้วยความมีสตินี้ เหมือนกับเราได้รักษาความเป็นอยู่ของเราไว้ทั้ง  ๓ วัย   คือ เมื่อเป็นเด็กก็รักษาความเจริญของวัยเด็กไว้    เมื่อเติบโตขึ้นก็รักษาความเจริญของความเป็นผู้ใหญ่ไว้ และเมื่อแก่ก็รักษาความเจริญของวัยชราไว้อีก    ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์     ทำอย่างนี้ให้ติดต่อไม่ขาดระยะ   ตลอดวันคืนทุกอิริยาบถ

  • ลม  เหมือน สายไฟ  ,   สติ เหมือน ดวงไฟฟ้า   ถ้าสายไฟดี ดวงไฟก็สว่างแจ่ม

  • ลม   ปราบเวทนา    สติ ปราบนิวรณ์

  • การทำสมาธิ ต้องตั้งจิตของเราให้เที่ยง ตรงแน่วอยู่กับลมหายใจ  เหมือนนายพรานที่เล็งธนู จะต้องเล็งให้แม่น   จึงจะยิงได้ตรงถูกจุดหมาย 

  • การเชื่อมประสานลม ขยายลมไปตามธาตุต่าง ๆ     ตลอดทั้งอวัยวะเส้นเอ็นทุกส่วนในร่างกาย ก็เหมือนกับเราทำการตัดถนนสายต่าง ๆ     ให้ติดต่อถึงกัน  ประเทศใดเมืองใด  ที่มีถนนหนทางมาก  ก็ย่อมมีตึกร้านบ้านเรือนแน่นหนาขึ้น     เพราะมีการคมนาคมสะดวก  บ้านนั้น เมืองนั้นก็ย่อมจะมีความเจริญมากขึ้น ฉันใด ร่างกายของเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีการปรับปรุงแก้ไขลมในส่วนต่าง  ๆ    ของร่างกายให้ดีอยู่เสมอแล้วก็เปรียบเหมือนกับเราตัดตอนต้นไม้ส่วนที่เสียให้กลับงอกงามเจริญขึ้นฉันนั้น

  • ลมภายนอกกับภายในนั้นต่างกัน ลมภายนอกนั้นแต่งไม่ได้ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ลมภายในนั้นแต่งได้ ปรับปรุงแก้ไขได้ เพราะเป็นลมที่อาศัยวิญญาณหรือจะเรียกว่า   วิญญาณอาศัยลม   ก็ได้

  • รู้ลมเป็น  "วิตก"   รู้ลักษณะของลมเป็น   "วิจาร"   ปล่อยให้กระจายซาบซ่านไปทั่วเป็น      "ปิติ" สบายกายสบายจิต เป็น  "สุข"   จิต อยู่กับลมเป็นอันเดียว  ขาดจากนิวรณ์ เป็น   "เอกัคคตา"      (เข้าในสติสัมโพชฌงค์)

  • ลมหนักหายใจแคบก็ได้   ถ้าลมเบาต้องหายใจให้กว้าง  ถ้าเบามากจนละเอียด ไม่ต้องหายใจทางจมูกเลย จะรู้ลมเข้าลมออกได้ทุกขุมขนทั่วสรรพางค์กาย

  • ลมในกายตัวเรานี้  มิใช่มีแต่เฉพาะที่พุ่งเข้าพุ่งออกจากทางจมูกอย่างเดียว    ลมในร่างกายนี้  ระบายออกได้ทั่วทุกขุมขน    เหมือนกับไอน้ำที่ระเหยออกจากก้อนน้ำแข็ง      และมีลักษณะละเอียดมากว่าลมภายนอก เมื่อมันกระจายออกมากระทบกันเข้า จะเกิดเป็นผลสะท้อนกลับเข้าสู่ร่างกายอีก เรียกว่า "ลมอุ้มชู"    เป็นลมที่ช่วยให้จิตใจและร่างกายสงบเยือกเย็น ฉะนั้นเวลาหายใจเข้าไป จึงควรทำลมให้เต็มกว้างภายใน และเวลาหายใจออกก็ให้มันเต็มกว้างทั่วบริเวณตัวเอง

  • "ควรมีสติ"   รู้ลมหายใจเข้าออกนี้อย่างหนึ่งกับ "สัมปชัญญะ" ความสำรวจรู้ในกองลมที่เดินขยับขยายไปทั่วร่างกาย รู้ว่ากว้างหรือแคบ ลึกหรือตื้น หนักหรือเบา เร็วหรือช้า   ฯ ล ฯ   นี้อย่างหนึ่ง ๒ อย่างนี้เป็น   "องค์ภาวนา"

  • การที่เรามานั่งตั้งสติ  กำหนดอยู่กับลมหายใจด้วยคำภาวนาว่า   พุท เ ข้า    โธ   ออก  ไม่ลืม    ไม่เผลอ อย่างนี้ก็จัดว่าเป็น   พุทธคุณ     เมื่อจิตของเราไม่มีสัญญาอารมณ์ใดๆ มาเกาะเกี่ยว  เกิดความความสว่างไสว อิ่มเอิบ  ขึ้นในดวงใจ นี่ก็จัดว่าเป็น  ธรรมคุณ     การขยับขยายลมหายใจเข้าออก ให้มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ทั่วตัว อันนี้จัดว่าเป็น  สังฆคุณ    รวมความก็คือ เกิดความรู้ความสว่างเป็นตัว   พุทธะ   จิตเที่ยงเป็นตัว    ธรรมมะ รักษาความดีและเพิ่มความดีที่มีอยู่แล้วให้มีมากขึ้นเป็นตัว   สังฆะ ฯ

  • ลม    เป็นพี่ชายใหญ่ เพราะลมช่วยไฟ  ไฟช่วยน้ำ  น้ำช่วยดิน  มันสงเคราะห์กันเป็นสามัคคีธาตุดังนี้

  • ทำลมให้มันหนัก แน่น เหนียว     เหมือนยางรถยนต์ที่เส้นมันแบบบางนิดเดียว แต่สามารถบรรทุกคนได้ตั้ง  ๔๐ - ๕๐ คน   นั้นก็เพราะอำนาจของลม ฉะนั้น ลมแน่นจึงมีอำนาจที่จะบังคับอะไร ๆ  ได้ทุกอย่าง

  • การที่เรามานั่งภาวนากันอยู่นี้    เปรียบเหมือนกับเรามาขัดสีข้าวเปลือกในยุ้งของเราให้เป็นข้าวสาร จิตของเราเปรียบด้วยเมล็ดข้าว นิวรณ์ทั้ง ๕  เปรียบเหมือนกับเปลือกที่หุ้มเมล็ดข้าวอยู่ เราจะต้องกะเทาะเอาเปลือกนอกนี้ออกจากเมล็ดข้าวเสียก่อน แล้วขัดสีเอาคราบที่ไม่สะอาดออกอีกชั้นหนึ่ง  ต่อจากนี้เราจะได้ข้าวสารที่ขาวบริสุทธิ์  วิธีขัดสีนั้นก็ได้แก่  วิตก  วิจาร

  • วิตก  ได้แก่การที่เรากำหนดจิตให้รู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ลักษณะอย่างนี้เหมือนกับเรากอบเมล็ดข้าวใส่ลงในฟันสี   เราก็จะต้องคอยดูอีกว่า ฟันสีของเรานั้นดีหรือไม่ดี ถ้ารู้แต่ลมเข้า ไม่รู้ลมออกเพราะเผลอหรือลืมเสีย   ก็เท่ากับฟันสีของเรามันกร่อนหรือหักไปต้องจัดการแก้ไขทันที คือเอาสติมาตั้งอยู่ กับลมหายใจปัดสัญญาอารมณ์ต่าง ๆ  ทิ้งให้หมด

  • วิจาร  ได้แก่โยนิโสมนสิการ คือการสังเกต ตรวจตราลมที่หายใจเข้าไปนั้นว่า มีลักษณะอย่างไร สะดวกหรือไม่สะดวก โปร่งโล่ง หรือขัดข้องอย่างไรบ้าง กระจายลมให้ทั่วเพื่อขับไล่ลมร้ายออกจากตัว  ขจัดส่วนที่เป็นโทษออกให้เกลี้ยง เหลือแต่ส่วนที่ดีไว้ ธาตุต่างๆทุกส่วนในร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุบริสุทธิ์   จิตก็จะใส ใจก็จะแจ่ม  ร่างกายก็จะเย็นสบาย มีแต่ความสุข

  • ลมที่หายใจเข้าไปในร่างกายนี้ เราจะต้องขยับขยายส่งไปเชื่อมต่อกับธาตุต่างๆ ทุกส่วนในร่างกายให้ทั่ว ธาตุลมก็ให้มันไปเชื่อมกับธาตุไฟ   ธาตุไฟเชื่อมกับธาตุน้ำ   ธาตุน้ำเชื่อมกับธาตุดิน  ธาตุดินเชื่อมกับธาตุอากาศ อากาศเชื่อมกับวิญญาณ  ทำธาตุทั้ง ๖    ให้เป็นสามัคคีกลมเกลียวกัน ร่างกายของเราก็จะได้รับความสุขสมบูรณ์เหมือนกับเราบัดกรีขัน (ขันธ์)    ของเราไม่ให้แตกร้าว  ขันนั้นก็จะบรรจุน้ำได้เต็มทั้งใสและเย็นด้วย   ความเต็มนี้  ได้แก่บุญกุศล  ความใส  เกิดจากจิตที่เที่ยง ไม่เอนเอียง  ความเย็น   ได้เพราะขันน้ำ ตั้งอยู่ภายใต้ต้นไม้ที่มีร่มเงา   คือพระพุทธคุณ  ธรรมคุณ  และสังฆคุณ

  • สติปัฏฐาน  ๔  คือ   ลมหายใจเป็น กาย   สบายไม่สบายเป็น  เวทนา    ความบริสุทธิ์ผ่องใสเป็น   จิต ความตั้งเที่ยงของจิตเป็น  ธรรม

  • ลมร้อน  สร้างโลหิตดำ  ลมอุ่น  สร้างโลหิตแดง  ลมเย็น   สร้างโลหิตขาว

  • "พุทโธ" เป็น คำภาวนา การมีสติรู้ลมหายใจเข้าออก เป็นองค์ภาวนา เป็นตัว "พุทธะ" เมื่อจิตอยู่ทิ้งคำภาวนาได้ คำภาวนาเหมือนเหยื่อหรือเครื่องล่อ เช่นเราอยากให้ไก่เข้ามาหาเรา เราก็หว่านเมล็ดข้าวลงไป เมื่อไก่วิ่งเข้ามาหาแล้ว เราก็ไม่ต้องหว่านอีกฉันใดก็ฉันนั้น

  • เจ็บตรงไหน   ให้เพ่งลมให้เลยไปจากที่นั่นจึงจะได้ผลเหมือนเราเจ็บตรงหัวเข่า    ต้องเพ่งให้เลยไปถึงปลายเท้า    เจ็บที่ไหล่ต้องเพ่งให้ลงไปถึงแขน

  • การภาวนา "พุทโธ ฯ" เป็นคำนาม ความรู้สึกตามคำภาวนาเป็น "พุทธะ" สติคือเชือก จิตเหมือนลูกโค  ลมเป็นหลัก  ต้องเอาสติผูกจิตไว้กับลม  จิตจึงจะไม่หนีไปได้  สูบลมหายใจให้เหมือนกับชักว่าว ถ้าลมอ่อนต้องดึงเชือกให้สั้น   ลมแรงต้องผ่อนให้ยาว หายใจให้เหมือนกับรินน้ำออกจากถ้วยแก้ว ถ้าเราไม่รินมันมันก็ไม่ออก   หรืออีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับรดน้ำต้นไม้หรือรดน้ำถนน

  • พูดถึงการ  "ภาวนา"   ซึ่งเราจะพากันทำต่อไปนี้ ก็เป็นบุญอย่างยอด  เราไม่ต้องลงทุนอะไรมากด้วย เพียงแต่นั่งให้สบาย   จะขัดสมาธิหรือพับเพียบก็ได้แล้วแต่จะเหมาะแก่สถานที่และสังคม   มือขวาวางทับมือซ้ายแล้วก็ตั้งใจหายใจเข้าออก   ด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์

  • "ภาวนา"   ไม่ใช่เป็นเรื่องของพระธุดงค์ หรือเป็นของพระของเณร เป็นคนโง่คนฉลาดหรือคนมีคนจน   แต่เป็นของซึ่งทุกคน ทุกเพศ ทุกชั้น ทุกวัยทำได้ คนเจ็บคนไข้นั่งนอนอยู่กับบ้านก็ทำได้   และทำได้ไม่เลือกกาลเลือกเวลา เราเสียสละเพียงเล็กน้อยเพื่อแลกกับความดีอันนี้ คือ เสียสละเวลา สละการนอน สละความเจ็บปวดเมื่อย

  • ต้องใช้ความอดทนพยายาม    สละกายบูชาพระพุทธ สละวาจาบูชาพระธรรม  สละใจบูชาพระสงฆ์  เรียกว่า    "ปฎิบัติบูชา"     ตั้งใจอุทิศตัวของเราให้เป็นกุฎิ แล้วก็นิมนต์พระพุทธเจ้า เสด็จเดินจงกรมเข้าไปในช่องจมูกด้วยลมหายใจเข้า "พุท" ออก "โธ"   ทำดังนี้ พระพุทธเจ้าก็ต้องมาอยู่กับตัวเรา ช่วยคุ้มครองรักษาเรา   เราก็จะมีแต่ความสุขร่มเย็น และเบิกบานแจ่มใส

  • ลมร้อนเป็นลมสังหาร ทำเวทนาให้เกิดก่อความทรุดโทรมของร่างกาย  ลมเย็นเป็นลมสร้าง  ลมอุ่นเป็นลมรักษา

  • ลมหยาบ   มีลักษณะยาวและช้า  ลมละเอียดมีลักษณะสั้น และ เบา  สามารถแทรกซึมเข้าไปในตัวได้ทุกต่อมโลหิต  เป็นลมที่มีคุณภาพดียิ่ง

  • การทำลมยาวเกินไปก็ไม่ดี  มักมีนิวรณ์ สั้นมากเกินไปก็ไม่ดี ควรทำให้พอเหมาะพอดีกับตัว  เป็นมัชฌิมาปฏิปทา จึงจะดี

  • เมื่อ  "จิต"    ของเราไม่เกาะเกี่ยวกับสัญญาอารมณ์ใดๆ เพ่งเฉพาะอยู่แต่ลมเข้าลมออกอย่างเดียว "จิต" นั้น  ก็ย่อมจะเกิดแสงสว่างขึ้น คือ  "วิชา"   เหมือนลูกปืนที่แล่นไปในอากาศ   ย่อมจะเกิดเป็นไฟ คือ   "แสงสว่าง"   ขึ้นเช่นเดียวกัน

  • กายสงบ   ก็ได้วิชาจากกาย   จิตสงบก็ได้วิชาจากจิต   ลมสงบก็ได้วิชาจากลม

 


Categories

Pages

Powered by Movable Type 4.1

About this Entry

This page contains a single entry by Somkiat Foongkiat published on June 23, 2008 2:19 PM.

ภาพงานพิธีทอดกฐิน ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2551 was the previous entry in this blog.

สมบัติสาม is the next entry in this blog.

Find recent content on the main index or look in the archives to find all content.